You are here

การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

 

คำเทศนาอธิบาย 2 โครินธ์ 12:9

โดย อิริค ชาง

“เพราะ​ว่า​ความ​อ่อน​แอ​มี​ที่​ไหน ฤทธา​นุ​ภาพ​ของ​เรา​ก็​ปรา​กฏ​เต็ม​ที่​ที่​นั่น”

 

         คำเทศนานี้มาจากหัวข้อค่าย “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” ส่วนที่กำหนดให้ผมในวันนี้ก็คือ “วิธีการในการดำเนินชีวิตตามหัวข้อค่าย”

         โดยวิธีการแล้วผมเข้าใจว่าเรากำลังถามว่า  เราควรจะดำเนินชีวิตนี้เพื่อพระคริสต์ “อย่างไร”  แต่ก่อนจะไปถึงว่าควรจะดำเนินชีวิตนี้ “อย่างไร”  เราต้องเข้าใจชีวิตที่เราจะดำเนินเสียก่อน  นั่นเป็นปัญหาในการเริ่มต้นของผม เพราะที่จะวิเคราะห์ “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” ผมอาจต้องเสนอการวิเคราะห์ที่เหมาะกับระดับของการอบรมเต็มเวลามากกว่าที่จะเป็นแค่คำเทศนาสำหรับค่าย  ผมจึงได้ใคร่ครวญถึงวิธีที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายๆ แต่การทำให้เนื้อหาเข้าใจได้ง่ายอาจหมายถึงว่าผมจะต้องพูดอ้อมๆและไม่ได้พูดสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหัวข้อนี้  ผมจะลองนำเสนอเรื่องนี้ให้ง่ายเท่าที่ทำได้

ทำไมเราจึงพูดถึงการไม่มีอะไร

         ผมจะเริ่มด้วยการพูดถึง “การไม่มีอะไร”   เราเข้าใจหัวข้อนี้ได้เราก็ต้องเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับ “การไม่มีอะไร”  ผมจะพยายามไม่ให้เป็นในเชิงของปรัชญา  การที่จะเข้าใจหัวข้อนี้ ผมจะมุ่งไปที่ความหมายของ “การไม่มีอะไร” ในพระคัมภีร์ใหม่

         ทำไมเราจะต้องพิจารณาเรื่อง “การไม่มีอะไร”  ในเมื่อหัวข้อค่ายนี้มาจากฟิลิปปี 1:21 “เพราะ​ว่า​สำ​หรับ​ข้าพ​เจ้า การ​มี​ชีวิต​อยู่​ก็​เพื่อ​พระ​คริสต์ และ​การ​ตาย​ก็​ได้​กำ​ไร”   เราจำเป็นต้องเข้าใจอนุประโยค “การ​ตาย​ก็​ได้​กำ​ไร”ถ้าเราอยากจะเข้าใจว่า “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์”นั้นหมายความว่าอย่างไร   อนุประโยคทั้งสองนี้เป็นเหมือนกับสองด้านของเหรียญเดียวกัน   ถ้า “การตายก็ได้กำไร” ไม่มีความหมายอะไรกับคุณ  ฉะนั้นก็ชัดเจนว่าหัวข้อค่าย “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” จะไม่มีความหมายอะไรกับคุณเช่นกัน

การตายก็ได้กำไร

          “การตายก็ได้กำไร” มีความหมายอะไรกับคุณตอนนี้ไหม  “การตาย”จะได้กำไรอย่างไร  เมื่อคุณตายคุณก็เสียทุกสิ่ง  เมื่อไรหรือที่การตายได้ให้กำไรกับใคร  การตายตามจริงก็คือการสิ้นสลายไปจนไม่มีอะไรเลย  ถ้าชีวิตคุณยุติลง คุณก็ไม่มีค่าอะไร  คุณจะถูกลดลงไปอยู่ที่ศูนย์   ถ้าคุณเป็นผู้จัดการบริษัท  เมื่อคุณตายไปคุณจะยังเป็นผู้จัดการของบริษัทนั้นอยู่อีกไหม  ก็ไม่แน่ๆ   ตำแหน่งของคุณสิ้นสุดลงแล้ว  ชีวิตของคุณจบลงแล้ว  ถ้าคุณกำลังจะไปสอบแล้วเกิดตายเสียก่อน นั่นจะหมายความว่าคุณสอบผ่านอย่างนั้นหรือ  ก็ไม่แน่นอน!  คุณไม่ต้องเป็นอัจฉริยะก็เห็นได้   ถ้าคุณตายคุณก็ไม่ได้ไปสอบฉะนั้นคุณก็สอบไม่ผ่าน  ถ้าคุณกำลังจะแต่งงานแล้วเกิดตายเสียก่อน  การแต่งงานนั้นก็ต้องล้มเลิก  ต้องยกเลิกหมดทุกอย่าง  ถ้าคุณกำลังจะได้รับมรดกจำนวนมหาศาล แล้วคุณเกิดตายขึ้นมา คุณก็จะไม่ได้สักสลึงเดียว  คุณจะถูกตัดออกจากใบมรดก  เพราะคุณได้จากไปแล้ว

          การตายได้กำไรหรือ  เรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร  การตายคือการไม่มีอะไรเลย  ตามความเข้าใจของโลกนี้ก็คือชีวิตของคุณได้จบลงแล้ว หมดไปแล้ว  การตายก็เหมือนกับการลบข้อมูลทุกอย่างออกหมด  ที่เมื่อก่อนนี้มีชื่อของคุณอยู่  ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการหรือผู้บริหาร  คุณจะเป็นอะไรก็ตามเมื่อคุณตาย  ชื่อของคุณก็จะถูกปลดออก  ชื่อของคุณก็จะหายไป  ถ้าคุณมีชื่ออยู่ในรายชื่อของผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่ง เมื่อคุณตายเขาก็ต้องเอาชื่อของคุณออกไป  ถ้าคุณกำลังจะได้รับมรดกสักอย่าง  ชื่อของคุณก็จะถูกถอนออกจากใบมรดก  การตายคือการลดลงไปสู่การไม่มีอะไร  แล้วการตายจะได้กำไรอย่างไร

          “การตายก็ได้กำไร” เป็นคำพูดที่แย้งในตัวเอง  แต่ถ้าเราไม่เข้าใจคำพูดที่แย้งในตัวเองนี้  เราจะเข้าใจ “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์”ได้อย่างไร  ในข้อนี้มีข้อความสองส่วนในประโยคเดียวกัน คือ “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” และ “การตายก็ได้กำไร”  ถ้าส่วนหนึ่งไม่เป็นความจริง อีกส่วนหนึ่งก็จะไม่เป็นความจริง  นี่เป็นหลักเหตุผลในระดับประถม   ถ้าส่วนของ “การตายก็ได้กำไร” ไม่เป็นความจริง ส่วนของ “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน

ความเป็นศูนย์

          ลองดูความสำคัญของการไม่มีอะไรเลยตามพระคัมภีร์   เราทุกคนได้เห็นเลขศูนย์  ลองนึกถึงภาพของวงกลมๆและผมจะถามคุณว่า วงกลมนั้นใช้แทนอะไร  วงกลมวงหนึ่งจะแทนศูนย์  แต่ถ้าเป็นเครื่องหมายมันจะหมายความอย่างอื่นได้ไหม

         เครื่องหมายวงกลม  โดยปกติในพิธีแต่งงานนั้นสามีภรรยาคู่ใหม่จะให้แหวนแต่งงานเป็นเครื่องปฏิญาณแก่กันและกัน  แหวนเป็นรูปวงกลม นี่หมายความว่าอย่างไร  มันหมายความว่าคุณปฏิญาณในพิธีแต่งงานโดยไม่ได้ให้อะไรกับอีกฝ่ายหนึ่งเลยหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นคำมั่นสัญญาควรจะเป็นว่า “ผมขอมอบแหวนวงนี้ให้คุณเป็นเครื่องหมายในการแต่งงานนี้เพื่อจะแสดงว่าผมไม่ได้ให้อะไรกับคุณเลย” นั่นเป็นแนวคิดใหม่! คุณมีวงกลมๆเป็นทองเกลี้ยงที่เป็นสักขีพยานว่าไม่ได้ให้อะไรต่อกันและกัน  คุณสัญญาว่าจะไม่ให้อะไรเลย   นั่นคือความหมายของแหวนหรือ  บางทีในชีวิตจริงเป็นอย่างนั้น  ที่คุณไม่ได้ให้อะไรกันและกันเลยนอกจากแต่เรื่องกลุ้มใจ

          แหวนแต่งงานเป็นสิ่งที่แสดงอะไร  มันเป็นเครื่องหมายของความสมบูรณ์  ความรักที่สมบูรณ์  วงกลมซึ่งไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุดที่ควรจะเป็นเครื่องหมายของความสมบูรณ์ ที่มีการมอบให้ทั้งหมด  ที่คุณไม่ได้รั้งสิ่งใดกับอีกฝ่ายหนึ่งเลย 

         เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นความหมายที่คู่กันอย่างน่าคิด ที่วงกลมเป็นเครื่องหมายของ “การไม่มีอะไร”  และในอีกแง่หนึ่งก็ยังเป็นเครื่องหมายของความสมบูรณ์ด้วย   มันน่าอัศจรรย์ใช่ไหม  นั่นเป็นการสรุปคำสอนในพระคัมภีร์ที่เรามีตรงนี้ได้อย่างดียิ่ง

 “ความไม่มีอะไร” 7 ประการที่เป็นความสมบูรณ์ด้วย

 

1. ข้าพเจ้าไม่มีอะไร

         เราจะพบคำพูดแบบนี้ “ข้าพเจ้าไม่มีอะไร” ใน 2 โครินธ์ 12:11  “ข้าพ​เจ้า​เป็น​คน​โง่​เขลา​ไป​แล้ว​สิ พวก​ท่าน​บัง​คับ​ข้าพ​เจ้า​ให้​เป็น  เพราะ​ว่า​ข้าพ​เจ้า​สมควร​จะ​ได้​รับ​การ​ยก​ย่อง​จาก​ท่าน  เพราะ​ว่า​ข้าพ​เจ้า​ไม่​(มีอะไร)[1]ด้อย​กว่า​พวก​อัคร​ทูต​พิเศษ​เลย แม้​ข้าพ​เจ้า​จะ​ไม่มีอะไร​วิเศษเลย”  ข้อนี้ “ไม่มีอะไร” มีปรากฏสองครั้ง  ข้าพเจ้าไม่มีอะไรวิเศษแต่กระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่มีอะไรด้อยกว่าอัครทูตคนอื่นๆ  ตรงนี้เราพบคำกล่าวสำคัญ “ข้าพเจ้าไม่มีอะไรวิเศษเลย”

     เปาโลกล่าวในกาลาเทีย 6:3 ว่า “เพราะ​ว่า​ถ้า​ใคร​ถือ​ตัว​ว่า​เป็น​คน​สำ​คัญ ทั้งๆ ที่​เขา​ไม่​สำ​คัญ​

อะไร​เลย เขา​ก็​หลอก​ตัว​เอง”  เขาไม่เข้าใจว่าเขาไม่ได้สำคัญอะไรขณะเมื่อเขาคิดว่าเขาสำคัญ

         ใน 1 โครินธ์ 13:2  “..แต่ไม่มีความรัก  ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย” ด้านกลับกันของคำกล่าวนี้หมายความว่า  มีแต่ความรักเท่านั้นที่ทำให้เรามีค่าในสายพระเนตรพระเจ้า  คุณไม่ได้มีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าเพราะคุณสามารถพูดภาษาแปลกๆได้  หรือว่าคุณจะเผยพระวจนะได้ หรือรู้ความลึกล้ำฝ่ายวิญญาณทั้งหมด  สิ่งเหล่านี้จะไม่ทำให้คุณมีค่าในสายพระเนตรพระเจ้า  สิ่งเดียวที่นับว่ามีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าคือความรัก  ถ้าคุณให้ความรัก คือความรักของพระเจ้าควบคุมคุณ คุณก็เป็นคนที่มีค่า   แต่ถ้าชีวิตของคุณไม่ได้อยู่ในข่ายนี้ ตามพระคัมภีร์แล้วคุณก็ไม่มีค่าอะไร

         ให้จำไว้ว่าเมื่อเราพูดถึงฟิลิปปี 1:21 นั้น มีสองวิธีที่จะเข้าใจ “ความไม่มีอะไร” สองชนิดในพระคัมภีร์ใหม่ใน  มี “ความไม่มีอะไร”ในแง่บวก  และมี “ความไม่มีอะไร” ในแง่ลบ”  หมายความว่ามีทั้งในแง่ที่ดีและไม่ดีด้วยของ“ความไม่มีอะไร”

         ในแง่ที่ดีก็คือเมื่อเปาโลกล่าวว่าเขารู้ว่าเป็นคนไม่มีค่าอะไร  ถ้าไม่มีความสำนึกแบบนี้  คุณก็จะไม่มีค่าอะไรเลยในฝ่ายวิญญาณ  พูดอีกแบบก็คือ คุณจะเข้าใจว่าคุณมาเป็นคนที่มีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าก็ต่อเมื่อคุณพร้อมจะเป็นคนที่ไม่มีค่าอะไร จะเข้าใจได้ยังไง  นั่นเป็นหลักของการกลับกันหรือหลักการสลับขั้ว ผมจะไม่อธิบายคำเหล่านี้ตอนนี้

“การไม่สำคัญอะไร” และความรอดของเรา

         ผมขออธิบายสักนิดก่อนจะไปต่อ  ว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องอะไรกับความรอด  พวกคุณหลายคนได้รับการเลี้ยงดูมาในรูปแบบศาสนาคริสต์ว่า  คุณจะรอดได้โดยการเชื่อในพระเยซู  โดยไม่ได้บอกให้ชัดเจนขึ้นว่าการเชื่อในพระเยซูหมายถึงอะไร   ถ้ามีใครถามคุณว่า  “พระเยซูตายเพื่อคุณไหม”  คุณจะตอบว่า “ใช่”  “คุณเชื่อว่าพระเยซูรักคุณไหม”  “เชื่อสิ..ถ้าพระองค์ตายเพื่อผมพระองค์ก็ต้องรักผม”  “คุณก็เลยรับเชื่อใช่ไหม”  “ใช่แล้ว”  “คุณรอดแล้ว ฮาเลลูยา”  ช่างรวดเร็วดีจัง  ใช้เวลาแค่ชั่วอึดใจก็รอดได้แล้ว

         แต่เมื่อมาถึงเรื่องของการเป็นสาวก  เราจะเจอปัญหามากขึ้น  อะไรเป็นมาตรฐานของการสอนของคริสตจักรทุกวันนี้  การเป็นสาวกจะเข้ากับคำสอนนี้ตรงไหน  ทำไมพระคัมภีร์จึงบอกว่าคุณจะต้องเป็นสาวกเสียก่อนจึงจะรอด “ใครก็ตามที่ไม่ได้แบกกางเขนของตนตามเรามา  คนนั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้”  คุณจะรอดโดยไม่เป็นสาวกได้ไหม  ถ้าคำตอบคือ “ได้”  แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคำกล่าวก่อนหน้านี้ที่ว่าคุณรอดโดยการเชื่อในพระเยซู   ถ้าคำตอบคือ “ไม่ได้” ก็จะมีคำถามเดียวกันตามมาว่า แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคำกล่าวก่อนหน้านี้ว่าเชื่อในพระเยซูแล้วคุณจะรอด    การที่จะรอดนั้นคุณจะต้องมาเป็นสาวกและแบกกางเขนของคุณตามพระองค์ 

         ตอนนี้คุณตันด้วยเหตุผล  ถ้าคุณนึกสนุกก็ลองถามศิษยาภิบาลดูว่า “เรารอดได้อย่างไร”  ศิษยาภิบาลจะตอบว่า “คุณต้องเชื่อในพระเยซู”   “เชื่อในพระเยซูหมายความว่าอะไร”   “คุณก็ต้องเชื่อว่าพระเยซูตายเพื่อคุณ”   “ผมก็เชื่ออย่างนั้น แล้วผมจะรับบัพติศมาได้เลยไหม”   “ได้สิ”    “แต่ก่อนจะรับบัพติศมา  ผมขอถามอาจารย์อีกคำถามหนึ่ง  “คำถามอะไรหรือ”  “ที่ผมจะถามก็คือ ทำไมพระเยซูจึงตรัสว่า ผมต้องแบกกางเขนแล้วตามพระองค์ไปจึงจะรอดได้”   “ก็การแบกกางเขนและตามพระองค์นั้นดีนะ”    “การแบกกางเขนดียังไงหรืออาจารย์  มันเกี่ยวอะไรกับความรอดด้วย”    “ผมต้องขอไปศึกษาดูอีกที”    “อาจารย์เพิ่งบอกผมว่าผมจะต้องเชื่อและรับบัพติศมาได้เลย”   “ก็จริง”   “แล้วเรื่องการเป็นสาวกล่ะอาจารย์”  “ก็การเป็นคริสเตียนมีสองระดับ” “มีสองระดับ จริงเหรอ” ผมอยากรู้อีก “ระดับแรก คุณเชื่อในพระเยซูและคุณก็รอด  แล้วคุณจึงมาเป็นสาวก”  “ทำไมผมจะต้องทำอย่างนั้นด้วย”    “คุณก็จะเป็นคริสเตียนระดับสูงขึ้น”   “ขอประทานโทษ  และถ้าผมไม่ต้องการไประดับสูงขึ้น  ผมก็เป็นสาวกไม่ได้นะสิอาจารย์”   “งั้นก็ไม่ต้องเป็นสาวก”   “แต่ขอโทษนะ ผมเห็นในหนังสือกิจการบอกว่าผู้เชื่อทุกคนถูกเรียกว่าสาวก”   “อ๋อ ก็ใช่”   “ถ้ายังงั้น ผมต้องเป็นหรือไม่ต้องเป็นสาวกเพื่อจะได้รอดกันแน่”   “ไม่ต้อง คุณไม่จำเป็นต้องมาเป็นสาวกเพื่อจะได้รับบัพติศมา”  “งั้นผมก็กำลังมาเป็นสาวกที่ไม่ใช่สาวกใช่ไหม”  “ก็คงงั้น”   “แต่ทำไมในหนังสือกิจการจึงบอกว่าพวกคริสเตียนได้ถูกเรียกว่าสาวกล่ะ”   “ผมขอไปคิดเรื่องนี้อีกสักหน่อย”   “ช่วยคิดเร็วๆหน่อยนะครับเพราะผมต้องการจะรอด”

         ตรงนี้ผมให้บทสนทนาตัวอย่างเพื่อจะให้คุณเห็นว่าคริสตจักรแบบดั้งเดิมจะไม่มีคำตอบให้กับคำถามนี้   ถ้าเราพูดถึงหัวข้อนี้ “การมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์” เราก็จะตกที่นั่งลำบาก  เพราะเรากำลังพูดถึงการเป็นคริสเตียนแบบสุดโต่งที่เราไม่เข้ากับตรงไหนเลยแม้แต่กับคำสอนในการเป็นสาวก  ผู้เชื่อไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับคำสอนนี้   ไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย

         ในที่นี้เปาโลกล่าวว่าเขาไม่สำคัญอะไร  เพื่ออะไรหรือ  ก็เพื่อที่พระเยซูจะได้สำคัญ   “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” หมายถึงอะไร    มันก็หมายความว่า  ข้าพเจ้าไม่สำคัญอะไรแต่พระคริสต์ทรงสำคัญ”  เพราะสำหรับผม “การมีชีวิตอยู่” จะไม่มีความหมายอะไรเลยนอกจากมันจะหมายถึงพระคริสต์  มันหมายความอย่างนั้นไหม  คุณบอกผมได้ไหมว่ามีความหมายอย่างอื่นที่นอกจากนี้อีก  การตีความที่ถูกต้องในการขยายความพระคัมภีร์นั้น  ประโยค “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” นี้ไม่ได้หมายถึงอย่างอื่นนอกจากว่าพระคริสต์ทรงสำคัญกับผม  เพื่อว่าผมมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์และผมไม่สำคัญอะไรเลย

         “โอ้โฮ! นี่เป็นคำสอนที่น่าขยาด  จะให้อยู่เพื่อพระองค์บ้างและเพื่อผมบ้างไม่ได้หรือ ขอให้เราสมเหตุสมผลกันหน่อย  นี่หมายความว่าเมื่อผมมาเป็นคริสเตียนแล้วผมก็ไม่มีอะไรเพื่อตัวเองเลยหรือ  คำตอบก็คือใช่แล้ว  รู้อย่างนี้แล้วคุณยังอยากจะรับบัพติสมาอยู่ไหม คิดดูให้ดี  ถ้าการตีความอันใดของผมผิดไป ก็ขอช่วยบอกผมด้วย

         “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” หมายความว่า  พระคริสต์ทรงเป็นทุกสิ่งในชีวิตของผม  ชีวิตคือพระคริสต์  ไม่มีอะไรอื่นอีกคือชีวิต   “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้าการมีชีวิตอยู่”นั้นตามความหมายของสมการที่เท่ากันก็หมายถึง “ก็คือพระคริสต์”   เมื่อเราบอกว่าชีวิตก็คือพระคริสต์  เราหมายถึงว่าชีวิตมีค่าเท่ากับพระคริสต์และพระคริสต์ก็มีค่าเท่ากับชีวิต  มันกลับไปกลับมาระหว่างเครื่องหมายเท่ากับ  มันเป็นสมการง่ายๆ  นั่นหมายความว่าผมไม่สำคัญอะไรถ้าชีวิตมีค่าเท่ากับพระคริสต์  คุณตามผมทันไหม เป็นเรื่องที่เข้าใจยากไหม

         คุณลองเอาคำสอนนี้กลับไปหาศิษยาภิบาลของเราที่ผมบอกคุณเมื่อสักครู่นี้  และถ้าคำสอนของการเป็นสาวกทำให้อาจารย์ต้องปวดหัว ก็คอยให้คุณพูดกับเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้  ผมแทบจะรับประกันได้เลยว่าเขาไม่เข้าใจว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร  ถ้าคุณไม่เชื่อก็ลองถามว่า “อาจารย์ครับ  ผมได้อ่านฟิลิปปีบท 1 แล้วผมไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร ขออาจารย์เมตตาช่วยให้ความกระจ่างในเรื่องนี้กับผมสักนิดได้ไหมครับ คือ “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” นะครับ”  ข้อนี้มันหมายความว่าอย่างไรหรือครับ  คุณกำลังทำให้อาจารย์ปวดหัว  ผมไม่ได้กำลังพูดอย่างนี้เป็นการดูหมิ่น เพราะมันเป็นความจริงที่จริงใจ  การให้คำสอนอย่างที่สอนกันนั้นจึงไม่ทางที่จะเข้าใจข้อนี้ได้

         ตรงนี้เปาโลกำลังพูดอะไร  เขากำลังพูดว่า ฟิลิปปี 1:21 ใช้กับคริสเตียนทุกๆคน กับคุณและผมใช่ไหม  หวังว่าไม่ใช่  ถ้าข้อนี้ใช้กับผม ผมก็จะตกที่นั่งลำบาก   ผมไม่รู้วิธีที่จะมีชีวิตตามข้อนี้  และถ้ามันไม่ได้ใช้กับคุณและผม แล้วทำไมจึงมีอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่  ทำไมไม่กาออกไปเสีย   บางทีมันอาจจะมีไว้สำหรับบรรดายอดคริสเตียนก็ได้  ตัวผมก็แค่อยากได้เป็นสาวก ผมจะได้ล้ำหน้ากว่าคริสเตียนจำนวนมากไปหนึ่งก้าว  ไม่ต้องถามอะไรผมอีกแล้ว   การเป็นสาวกนั้นผมใช้ความหมายของผมเองได้  ผมสามารถให้ความหมาย “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้า  การมีชีวิตอยู่” ว่าเป็นส่วนของผมบ้างและส่วนของพระคริสต์บ้าง   สูตรนี้ลงตัวกับผม  คืออาจจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวผม 70 %  และ 30% ก็เพื่อพระคริสต์  ถ้าคุณไม่ชอบสูตรนี้ก็เอาเป็นแบบครึ่งๆ   อยู่เพื่อตัวผมเอง 50% และเพื่อพระคริสต์ 50%  แบบเป็นหุ้นส่วนกัน

                       อย่างนี้ลงตัวทีเดียวกับชีวิตคริสเตียนใช่ไหม เปาโลเป็นคริสเตียนที่สุดโต่ง  เขาเป็นคนที่สุดขั้วด้วยซ้ำ  “ข้าพเจ้าไม่สำคัญอะไร และพระคริสต์ทรงสำคัญ”  แต่นี่ไม่ใช่การปฏิบัติกันในชีวิตคริสเตียนจริงๆทุกวัน  ให้เรามาดูความเป็นจริงกัน  เราจะทำแบบให้เป็นครึ่งๆได้ไหม แบบ 50-50 ไหนๆเราพูดถึงการเป็นสาวกกันแล้ว  คุณจะเอาตรงนี้มาผูกยังไงกับอีกคำกล่าวหนึ่งว่า  “จง​วางใจ​ใน​พระ​เยซู​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า แล้ว​ท่าน​และ​ครอบ​ครัว​จะ​ได้​รับ​ความ​รอด” (กิจการ 16:31)  ประโยคเหล่านี้ต่างก็มีความหมายเฉพาะอยู่ในตัว หรือว่าเราจะต้องใช้ประโยคหนึ่งอธิบายอีกประโยคหนึ่งไหม  ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วประโยคไหนจะอธิบายประโยคไหน 

         คุณอาจบอกว่านี่ชักจะซับซ้อนขึ้น  ผมก็พยายามแล้วที่จะทำให้มันง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้  ผมหมายถึงอะไรที่ว่าให้ข้อความหนึ่งอธิบายอีกข้อความหนึ่ง  คำถามของผมมีง่ายๆอย่างนี้ว่า  เราจะใช้ประโยคในกิจการ 16:31 มาอธิบายฟิลิปปี 1:2 ได้ไหมหรือว่าจะทำในทางกลับกัน  ถ้าเราใช้ฟิลิปปี 1:21 มาอธิบาย กิจการ 16:31  ดังนั้น “การวางใจในพระเยซูเจ้า” ก็จะหมายความอย่างนี้ “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์”    คุณจะพูดไม่ได้เลยว่า “ข้าพเจ้าเชื่อวางใจในพระเยซู” นอกจากคุณจะพูดด้วยเช่นกันว่า “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้า  การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์”    ความหมายของ “การเชื่อวางใจ” หมายถึง “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์”  นี่แหละคือคำอธิบายความหมายของ“การเชื่อวางใจ”  นี่คือความหมายที่ผมพูดถึงการใช้ข้อนี้อธิบายอีกข้อหนึ่ง

         แล้วถ้าในทางกลับกันล่ะ  เราจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจกว่าไหม    น่าเสียดายที่คำตอบก็คือไม่  คุณพยายามจะใช้อีกประโยคมาอธิบายประโยคนี้  ลองมาดูว่าจะมีทางใดที่ทำให้ “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” นี้ลดน้อยลงได้  เราจะทำอย่างไร  จงดูให้ถี่ถ้วนว่าจะมีทางใดที่ทำให้ลดลงมาเชื่อวางใจแบบธรรมดา  ถ้าคุณเชื่อมสองข้อนี้ด้วยกันไม่ว่าจะทางไหนผลลัพธ์ก็จะออกมาเหมือนเดิมเสมอ  คือมันจะต้องเข้มข้นขึ้น  ความเข้มข้นขึ้นจะไม่สามารถลดน้อยลงได้   มันเป็นเรื่องสำคัญกับเราที่จะเข้าใจหลักนี้เพราะมันเป็นความรอดของเราที่เรากำลังพูดอยู่

     ถ้าคุณคิดว่าการได้รอดคือการเชื่อแค่ว่าพระเยซูตายเพื่อคุณ  และมันกลับเป็นว่าคำอธิบายความหมายแค่นั้นไม่พอ  ฉะนั้นความรอดของคุณก็จะสูญไป  คุณกำลังตั้งความหวังความรอดของคุณไว้กับรากฐานที่ผิด  คุณได้ยอมให้รากฐานนั้นอ่อนลงเพื่อให้เหมาะกับคำอธิบายความหมายของคุณ  และคุณกำลังเริ่มนิสัยหลอกตัวเองที่อันตรายมาก

         เหมือนที่อัครทูตกล่าวว่า ถ้าคุณคิดว่าตัวคุณเองสำคัญ   คือคุณคิดว่าตัวคุณเองรอดขณะที่คุณไม่รอด คุณก็เป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ  ทุกวันนี้มีคนเป็นจำนวนเท่าไหร่ในคริสตจักรที่คิดว่าพวกเขารอดขณะที่พวกเขาไม่ได้รอด   คุณเห็นจากชีวิตของพวกเขาได้ว่าพวกเขาไม่ได้รอด  คุณรู้จากคำพูดของพวกเขาว่าพวกเขาไม่ได้รอด  คุณรู้จากการกระทำของพวกเขาว่าพวกเขาไม่ได้รอด  แต่ด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนบางอย่างพวกเขาจึงคิดว่าพวกเขารอด              พวกเขาคิดว่าตัวเองสำคัญ  คือคิดว่าเป็นของพระคริสต์ขณะที่พวกเขาไม่ได้เป็นของพระองค์    เมื่อถึงวันนั้นตามในมัทธิว 7  “เมื่อ​นั้น​เรา​จะ​กล่าว​แก่​พวก​เขา​ว่า เรา​ไม่​เคย​รู้​จัก​พวก​เจ้า​เลย จง​ไป​เสีย​ให้​พ้น​หน้า​เรา”   “ข้าพระองค์ได้เรียกพระองค์ว่า  องค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอมา   พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์” “ไม่  เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย”  พวกเขาคิดว่าพวกเขาสำคัญ

         ขอให้เราคิดเรื่องนี้ต่อไปให้ละเอียดขึ้น  จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคำอธิบายความหมายของเราเรื่องความรอดนี้ผิดไป  เราได้ยินคำสอนแบบนี้ในคริสตจักรเรื่อยมาว่าความรอดก็คือการแค่ “เชื่อแล้วจะรอด”  เมื่อคำอธิบายความหมายของการ “เชื่อ” ไม่ใช่จากการกำหนดของพระคัมภีร์ใหม่ ไม่ใช่จากฟิลิปปี 1:21  แต่จากพวกเขาเองที่เชื่อแต่เพียงว่าพระเยซูตายเพื่อคุณ  ฟังดูคุ้นๆกับคุณไหม  ผมขอถามคุณอีกครั้งว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคำอธิบายความหมายผิดหมดล่ะ ความรอดของคุณขึ้นอยู่กับเรื่องนี้   คุณต้องตอบคำถามเอาเอง  ผมจะไม่เป็นคนบอกคุณว่าจะตอบอย่างไร  ผมแค่ขอให้คุณดูพระคัมภีร์

         คุณแน่ใจกับคำตอบไหมว่าคริสเตียนมีสองระดับชั้น  ชั้นแรกคือคริสเตียนชั้นล่าง  คริสเตียนที่เดินทางชั้นประหยัด หรือที่เรียกกันในประเทศจีนว่าชั้น “เบาะไม้”  คุณก็จะยังถึงจุดหมายปลายทางแต่คุณนั่งบนที่นั่งแข็งๆ  แม้จะไม่สะดวกสบายนักแต่คุณก็จะไปถึงปลายทาง  ผู้เชื่อธรรมดาๆก็คือคริสเตียนที่อยู่ชั้น “เบาะไม้”  แต่อีกชั้นหนึ่งคือพวกที่เลือกเป็นสาวกและจะเลือกชั้น “เบาะนวม”  นั่นจะช่วยแก้ปัญหาของเราไหม  ก็ไม่ได้ช่วย  เพราะไม่ได้มีคริสเตียนสองระดับชั้นอยู่ในพระคัมภีร์  ผมหาไม่พบเลย  ถ้าคุณเจอคริสเตียนสองระดับชั้นที่ต่างกันก็ช่วยบอกผมด้วยว่ามีอยู่ตรงไหนที่ผมอาจคลาดสายตาบางอย่างในพระคัมภีร์ไป   มีคริสเตียนอ่อนกำลังและมีคริสเตียนเนื้อหนัง  แต่พวกเขาไม่ได้รับการยอมรับ พวกเขาถูกติเตียน

         ผมได้ชี้ให้เห็นว่าเปาโลจะบอกเสมอว่าผู้เชื่อแท้คือธรรมิกชน  เปาโลไม่รู้จักคริสเตียนชั้นสอง  ผมเกรงว่าเราได้ตั้งคริสเตียนแบบนั้นขึ้นมากันเอง  เมื่อคุณถามคริสตจักรต่างๆพวกเขาจะบอกว่ามีคริสเตียนระดับสูงขึ้น  แต่ผมขอถามคำถามเดิมว่า  “ถ้าผมสามารถนั่งชั้นเบาะไม้จากฮ่องกงไปถึงปักกิ่งได้  แล้วทำไมผมจะต้องทุกข์ร้อนกับชั้นเบาะนวมด้วย   เป็นเพราะมันสบายกว่าหรือ   ถ้าเปรียบเทียบกับความคิดของพระคัมภีร์ใหม่มันก็คงน่าขำมาก  ถ้าจะมีการเปรียบเทียบอย่างนั้น มันคงเป็นเรื่องขำจากแง่ของพระคัมภีร์ใหม่  เพราะทุกๆคนก็รู้ว่าพระคัมภีร์ใหม่บ่งชัดว่าคริสเตียนชั้นสาวกนั้นต้องอดทนต่อชีวิตที่ยากลำบากมาก  และนั่นก็เป็นคริสเตียนเพียงแบบเดียวที่พระคัมภีร์ใหม่รู้จัก  และถ้าเราจะเปรียบเทียบกลับกันและบอกว่า  คุณสามารถไปถึงปักกิ่งได้กับสองชั้น  ชั้นแรกเป็นชั้นเบาะไม้(สาวก)  กับอีกชั้นเป็นชั้นเบาะนวม (ผู้เชื่อแบบสบายๆ)  ใครล่ะจะอยากไปชั้นเบาะไม้และจ่ายมากขึ้น  คุณคงเสียสติไปแล้วแน่ที่ไปกับชั้นแบบนี้

         คุณเข้าใจที่ผมกำลังพูดไหม   คริสตจักรทั้งหลายไม่สามารถจะตามคำสอนของพระคัมภีร์ใหม่ได้  คริสตจักรไม่สามารถยอมรับฟิลิปปี 1:21 ได้  อย่างน้อยนี่ก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าของพี่น้องในคริสตจักรนี้ที่อยากจะเข้าใจหัวข้อนี้   แต่คุณจะตั้งใจให้เป็นจริงหรือไม่นั้นเรายังคงต้องดูกันต่อไป

2. ข้าพเจ้าไม่มีอะไรเลย

         สาวกแท้จะไม่มีอะไรเลย  สาวกไม่แท้จะมีทุกสิ่งที่เขาต้องการ  ให้เราดู  2 โครินธ์ 6:10  “เป็น​คน​มี​ความ​ทุกข์​แต่​ยัง​ยินดี​อยู่​เสมอ เป็น​คน​ยาก​จน​แต่​ยัง​ทำ​ให้​คน​จำ​นวน​มาก​มั่งมี เป็น​คน​ไม่​มี​อะไร​เลย​แต่​(พูดในฝ่ายวิญญาณ)ยัง​เป็น​เจ้าของ​ทุก​สิ่ง”  นี่เป็นคำพูดแย้งในตัวเองที่มีความจริงสำคัญสองด้าน   เมื่อคุณมีทุกสิ่งทางฝ่ายวิญญาณ คุณจึงจะพูดได้ว่าคุณมั่งมีอย่างแท้จริง  แต่คุณจะมีทุกสิ่งไม่ได้จนกว่าคุณจะไม่มีอะไรเลยด้วย  คุณเข้าใจอันนี้ไหม เปาโลบอกว่าเขาเป็นคนยากจนจริงๆแต่ยังทำให้คนเป็นอันมากมั่งมี  จะเป็นไปได้อย่างไรที่คุณเป็นคนยากจนแต่ก็ทำให้คนอื่นๆมั่งมี  เป็นความมั่งมีฝ่ายวิญญาณที่คุณจะต้องให้    คนมั่งมีเป็นคนยากจนมากๆในฝ่ายวิญญาณ  พวกเขาไม่มีอะไรจะให้  แต่สาวกแท้ล่ะเขาจะต้องทำอะไร  เขามองตัวเองว่าไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย  เขาเป็นเพียงผู้ดูแลทุกสิ่งที่เขามี  เขาไม่ได้เห็นว่าตัวเองเป็นเจ้าของสิ่งใด เหมือนกับพวกสาวกในกิจการ  พวกเขาไม่ได้ถือว่าทรัพย์สิ่งของของพวกเขาเองเป็นของพวกเขา พวกเขาเป็นเพียงผู้ดูแลสิ่งที่พวกเขามี  คนที่มีความเข้าใจอย่างนี้เท่านั้นแหละที่เป็นสาวกแท้   คนเช่นนี้แหละที่มั่งมีในฝ่ายวิญญาณ

         เราจะเห็นในพระคัมภีร์ทั้งด้านบวกและด้านลบ  มีด้านลบในวิวรณ์ 3:17  ที่เป็นแบบอย่างของสภาพฝ่ายวิญญาณในปัจจุบันนี้ “เพราะ​เจ้า​พูด​ว่า ‘ข้า​เป็น​เศรษฐี​และ​ข้า​ร่ำ​รวย​แล้ว ข้า​ไม่​ต้อง​การ​สิ่งใดเลย’ เจ้า​ไม่​รู้​ว่า​เจ้า​เป็น​คน​น่า​สม​เพช น่า​สัง​เวช เจ้า​ยาก​จน ตา​บอด และ​เปลือย​กาย”   พวกเขาคิดว่าพวกเขาไม่ต้องการสิ่งใดเลย  ที่จริงแล้วพวกเขาไม่มีอะไรเลย  สภาพทั้งหมดเป็นเรื่องเศร้า พูดในฝ่ายวิญญาณก็คือมีคริสเตียนที่ไม่มีอะไรเลย   มีคริสเตียนที่มีทุกสิ่ง  แค่ใช้เวลาไม่กี่อึดใจก็จะรู้ได้ว่าคริสเตียนที่คุณกำลังพูดด้วยนั้นเป็นคริสเตียนแบบไหน   คุณพูดกับคริสเตียนพวกหนึ่งและคุณเห็นความมั่งมีของชีวิตพวกเขา  เห็นความมีชีวิตชีวาจากชีวิตของพวกเขา  คุณรู้ว่าชีวิตของพวกเขานั้นเต็มเปี่ยม  พวกเขาอาจไม่มีเงินในกระเป๋ามากมาย  นั่นไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถจะมีได้   แต่เป็นเพราะพวกเขาหันหลังให้กับสิ่งเหล่านั้น  ไม่ใช่เป็นเพราะไม่สามารถจะมีได้ แต่เป็นเพราะพวกเขาเห็นว่าตนเองเป็นผู้ดูแลรักษาสิ่งต่างๆที่พวกเขามี  พวกเขาไม่ได้เห็นว่าพวกเขาเองเป็นเจ้าของ  แต่ทั้งหมดเป็นการจัดการใช้สอยของพระเจ้า  เมื่อองค์ผู้เป็นเจ้าตรัสว่าให้ใช้เพื่อจุดประสงค์นั้น  มันก็จะหมดไป  และแม้ว่าเราไม่มีอะไร  พวกเขาก็มีความมั่งมีในฝ่ายวิญญาณและทำให้ผู้คนมากมายมั่งมี

         ชีวิตของคุณทำให้ใครมั่งมีขึ้นบ้างไหม หรือว่าทำให้คนอื่นยากจนลง  เมื่อคุณอยู่ร่วมบ้านกับคนอื่น  การอยู่ร่วมของคุณทำให้คนอื่นแย่  ทำให้คนอื่นเหน็ดเหนื่อย  ทำให้คนอื่นหมดความสุข  ทำให้พวกเขาขุ่นเคือง  และทำให้คนอื่นต้องหมดแรงไหม   หรือว่าการอยู่ร่วมของคุณในบ้านนั้นได้ทำให้คนอื่นดีขึ้นไหม  คุณรู้ว่าจะตอบคำถามนั้นอย่างไร  จากตรงนี้แหละคุณจะรู้ว่าหัวข้อค่ายนี้มีความหมายอะไรกับคุณบ้างหรือไม่  กับคนที่มีชีวิตที่ให้พระคริสต์เป็นชีวิตของเขา  คนๆนั้นก็มักจะทำให้คนอื่นๆมั่งมีเสมอ    หลังจากที่ได้อยู่กับคนแบบนั้นแล้วคุณจะจากไปด้วยความรู้สึกมั่งมี   คุณรู้สึกว่าคุณได้รับมากมายเหลือเกิน    แต่ก็มีคนอื่นๆที่คุณใช้เวลากับพวกเขาแค่สั้นๆคุณก็รู้สึกเหนื่อยมาก  พวกเขาทำให้คุณหมดแรง  ผมเห็นว่าผู้ร่วมงานและผู้นำในคริสตจักรเหน็ดเหนื่อยกันเป็นประจำ  คงต้องมีคนยากจนในฝ่ายวิญญาณเป็นจำนวนมากในคริสตจักรที่ดึงแรงของพวกเขา  พวกผู้นำจึงได้อ่อนล้า  คนที่ “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” ไปอยู่ที่ไหนกันหมด    คุณรู้ตัวคุณเองดี  คุณเป็นคนที่ทำให้คนอื่นมีแรงขึ้น หรือว่าคุณเป็นคนทำให้เขาหมดแรง

3.  ข้าพเจ้าไม่ได้ทำอะไร

         ใช่แล้ว ข้าพเจ้าไม่ได้ทำอะไร  นั่นหมายความว่าอย่างไร   ที่จะให้เข้าใจความหมายนี้เราจะดูได้จากยอห์น 8:28  “พระเยซู(ต้นแบบชีวิตของเรา)จึงตรัสกับเขาว่า  เมื่อ​พวก​ท่าน​ยก​บุตร​มนุษย์​ขึ้น ท่าน​ก็​จะ​รู้​ว่า​เรา​เป็น​ผู้​นั้น และ​รู้​ว่า​เรา​ไม่​ได้​ทำ​อะไร​ตาม​ใจ​ชอบ พระ​บิดา​ทรง​สอน​เรา​อย่าง​ไร เรา​ก็​กล่าว​อย่าง​นั้น”   ข้าพเจ้าไม่ได้ทำอะไร  ซึ่งก็คือไม่ได้ทำอะไรตามใจชอบของตัวเอง  นั่นสำคัญอย่างมาก  มันเป็นหลักปฏิบัติขั้นพื้นฐานของคนที่มีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

         แล้วใครจะเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตของเราล่ะ  ใครเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตของพระเยซูหรือ  ก็คือพระบิดา   ข้าพเจ้าไม่ได้ทำอะไรตามใจชอบ  พลังที่ควบคุมชีวิตของเราก็คือพระคริสต์   นั่นแหละคือความหมาย     “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้า  การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” มีความหมายว่าพระคริสต์ทรงนำชีวิตของคุณในทุกๆรายละเอียด  มันไม่ได้หมายความว่าคุณกลายเป็นหุ่นยนต์  คุณจะเป็นหุ่นยนต์ไปไม่ได้เพราะคุณตั้งใจของคุณเองขอให้พระองค์นำคุณ   หรือพูดอีกอย่างก็คือ การแสวงหาการนำนั้นก็เป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจของคุณอยู่แล้ว  มันไม่เคยเป็นไปเอง  คุณทำอย่างนั้นไหม  คุณได้ถามองค์ผู้เป็นเจ้าไหมว่าควรทำอย่างไร หรือว่าคุณก็ทำอย่างที่คุณอยากทำ และตัดสินใจของคุณเอง

         การเป็นคริสเตียนในระดับนี้ในพระคัมภีร์ใหม่ก็คือพื้นฐานของการเป็นคริสเตียน  เป็นการดำเนินชีวิตที่องค์พระเจ้าเองเป็นผู้นำทาง  นั่นคือให้เสรีภาพที่คุณจะเลือก  นั่นเป็นแหล่งกำลังของคุณ  พระองค์เป็นชีวิตของคุณเพราะพระองค์ทรงนำการคิดของคุณ  นำการทำสิ่งต่างๆและอะไรก็ตามที่คุณทำ  คุณจะพูดอย่างจริงใจได้ไหมว่า “ผมไม่ได้ทำอะไรตามใจของผมเอง”  คุณอาจจะพูดว่า “ผมไม่เคยทำอะไรถูก”   ชีวิตร่วมบ้านเดียวกัน  คุณก็ทำให้ทุกคนหัวเสีย และคุณก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านขุ่นใจ   คุณทำอะไรไม่ถูกสักอย่าง   คุณลองพยายามนึกภาพชีวิตของคริสเตียนคนหนึ่งที่ดำเนินชีวิตตามหลักนี้คือไม่ได้อะไรทำตามใจของเขาเอง    คริสเตียนบางคนไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะว่าถ้าเขาจะทำอะไรไปสักอย่าง  พวกเขาก็จะทำในสิ่งผิด  พวกเขาทำให้คนอื่นปวดประสาท  เพราะพวกเขาชอบทำผิดอยู่เรื่อยๆ  จงดูคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกับคุณ มันไม่น่าเชื่อใช่ไหมว่าขีดความสามารถที่จะทำผิดนั้นมีมากแค่ไหน   จนคุณอยากจะบอกว่า “ขอร้อง อย่าได้ทำอะไรเลย  เพราะอย่างน้อยก็จะไม่ได้ทำความยุ่งยากให้คนอื่นเขา  คุณจะได้ไม่ต้องทำข้าวไหม้  ไม่ทำโต๊ะพัง  ไม่ทำชามตกแตก  คุณจะกรุณาอยู่เฉยๆโดยไม่ต้องทำอะไรได้ไหม  เพราะอย่างน้อยวิธีนี้คุณก็จะได้ไม่ทำบาปอะไร”  อย่างน้อยในขั้นนี้เราจะได้เรียนรู้ที่จะไม่ทำอะไรเลย

         แน่นอนว่าการเป็นสาวกมีความหมายมากกว่าการไม่ทำอะไรในความหมายนั้น  ตัวผมเองจะชอบมากถ้าคริสเตียนบางคนจะไม่ทำอะไร  มันจะมีความสงบสุขมากขึ้น  เพราะทุกครั้งที่เขาเอ่ยปากพูดพวกเขาก็ทำผิดแล้ว  ไม่น่าเชื่อเลย   บางทีตัวเราเองก็ได้ทำอย่างเดียวกัน  ลองนึกดูซิว่าจะมีความสงบสุขสักแค่ไหนในชีวิตแต่งงานถ้าแต่ละฝ่ายจะสงบปากสงบคำ เพราะอย่างน้อยถ้าทั้งสองฝ่ายสงบปากสงบคำ  ก็จะได้ไม่มีปากมีเสียงกัน  เมื่อไรที่พวกเขาอ้าปากพวกเขาก็ทะเลาะกัน  บางครั้งการเป็นคนใบ้ก็เป็นสุขมากกว่า  คุณจะไม่เห็นคนใบ้สองคนมีปากเสียงกัน  ดีจริงๆนะ

         แต่องค์ผู้เป็นเจ้าทรงต้องการให้เราก้าวไปอีกขั้นหนึ่งและนั่นแหละที่เราเริ่มจะมีปัญหา “เรา​ไม่​ได้​ทำ​อะไร​ตาม​ใจ​ชอบ  นอกจากว่าพระบิดาจะทรงบอกให้เราทำ”  มันเกินกำลังคุณมากใช่ไหม   แต่นั่นเป็นชีวิตคริสเตียนขั้นพื้นฐาน   นั่นคือความหมายของการเชื่อวางใจในพระเยซู   การเชื่อวางใจว่าพระองค์ทรงสามารถนำคุณได้  การบอกว่าผมเชื่อในพระเยซูผู้ที่สิ้นพระชนม์เพื่อผมก็คือการบอกว่าผมเชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 2000 ปีมาแล้ว  พระองค์ยังคงทรงทำอะไรอยู่ในทุกวันนี้ไหม  ใช่ พระองค์ยังทรงทำอยู่  พระองค์ทรงนำชีวิตของผมอยู่ทุกขณะอยู่ทุกๆวัน คุณกล้าที่จะพูดอย่างนั้นไหม  ผมขอบอกคุณว่า พระเยซูของคุณยังทรงพระชนม์อยู่จริงๆ   บางคนก็เชื่อวางใจในพระเยซูที่สิ้นพระชนม์แล้วผู้ล่วงลับไป 2000 ปีแล้ว  พระองค์ควรจะฟื้นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์ และพระองค์ก็ไม่ได้ทำอะไรเลยด้วย

         ถ้าเราไม่ได้ทำอะไร ดังนั้นพระองค์ก็เป็นผู้ทรงทำ  ถ้าพระองค์เป็นผู้ทรงทำทุกสิ่ง ดังนั้นพระองค์ก็ทรงเป็นชีวิตของผม  นั่นคือสิ่งที่ฟิลิปปี 1:21 หมายถึง  ผมหวังว่าหลังจากการสอนเรื่องนี้ คงไม่มีใครพูดว่าผมไม่ได้อธิบายข้อนี้อย่างละเอียด  ถ้าคุณดำเนินชีวิตตามนี้ไม่ได้ก็อย่ามาโทษผม

         “ข้าพเจ้าไม่ได้ทำสิ่งใด”  จะเห็นอีกในยอห์น 5:30  พระเยซูตรัสว่า “เราจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้”  มันไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่สามารถจะทำสิ่งนั้น   พระองค์ได้เลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น “เราทำสิ่งใดไม่ได้” เป็นความสมัครใจที่พระองค์เลือก  “เราจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ เรา​ได้​ยิน​อย่าง​ไร​เรา​ก็​พิ​พาก​ษา​อย่าง​นั้น และ​การ​พิ​พาก​ษา​ของ​เรา​ก็​ยุติ​ธรรม  เพราะ​เรา​ไม่​ได้​มุ่ง​ที่​จะ​ทำ​ตาม​ใจ​ของ​เรา​เอง แต่​ตาม​พระ​ประ​สงค์​ของ​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา”   การไม่ได้ทำสิ่งใดในที่นี้มีความหมายชัดเจนมากว่าเป็นการไม่ทำสิ่งใดตามใจของคนๆนั้น  มันชัดเจนมากว่าสิ่งที่พระเยซูกระทำนั้นเป็นตามพระประสงค์ของพระบิดา  ดังนั้นในยอห์น 5:19  จึงกล่าวในลักษณะเดียวกัน  “พระ​เยซู​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า พระ​บุตร​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ตาม​ใจ​ไม่​ได้​นอก​จาก​ที่​ได้​เห็น​พระ​บิดา​ทำ เพราะ​สิ่ง​ใด​ที่​พระ​บิดา​ทำ สิ่ง​นั้น​พระ​บุตร​จะ​ทำ​เหมือน​กัน”  สิ่งใดที่พระบิดาทำพระบุตรก็ทำเช่นกัน  นั่นคือความหมายของการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระเจ้า  พระเจ้าคือชีวิตของผม  และพระองค์กำหนดชีวิตของผม  ผมไม่ต้องการจะทำสิ่งใดอื่นเว้นแต่ทำตามพระทัยพระองค์  คุณจะพูดแบบนี้ได้อย่างใจจริงไหม  นั่นเป็นชีวิตคริสเตียนที่คุณดำเนินอยู่ไหม   หรือคุณหวังที่จะรอดด้วยแค่คำรับปากแบบฉาบฉวยว่าเชื่อว่าพระเยซูตายเพื่อคุณเพียงแค่นั้นหรือ  การเป็นคริสเตียนแบบนั้นไม่ได้มีอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่

         นี่เป็นเรื่องสุดโต่งกับคุณไหม  ถ้าพระเยซูคือชีวิตของผม  ผมก็ควรดำเนินชีวิตแบบนี้  ไม่เช่นนั้นแล้วพระเยซูก็ไม่ได้เป็นชีวิตของผม  และถ้าพระองค์ไม่ได้เป็นชีวิตของผม ก็ช่วยบอกผมทีว่าผมจะรอดอย่างไร เรากำลังพูดถึงชีวิต  และชีวิตก็คือความรอดและความรอดก็คือชีวิต  นี่เป็นความรอดแบบเดียวเท่านั้น  เป็นชีวิตแบบเดียวเท่านั้นที่ผมสามารถเห็นได้ในพระคัมภีร์ใหม่  นี่เป็นคำสอนของพระคัมภีร์ใหม่  คริสตจักรในทุกวันนี้อวดดีและหลอกลวงตัวเองที่กล้าทำให้คำสอนของพระคัมภีร์ใหม่ให้อ่อนลง

4. ข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย

         ข้าพเจ้าไม่รู้อะไร  เป็น“การไม่มีอะไร”อย่างหนึ่งไปสู่อีกอย่าง!  ชีวิตคริสเตียนก็คือการไม่รู้อะไร  น่าประหลาดใจใช่ไหม   1 โครินธ์ 2:2 เป็นหลักนำของชีวิตเปาโล  เป็นเคล็ดลับที่เปาโลดำเนินชีวิต  เขารู้อะไรหรือ  ก็ให้เปาโลตอบคำถามเองใน 1 โครินธ์ 2:2   “เพราะข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่าขณะอยู่กับท่าน  ข้าพเจ้าจะไม่รู้อะไร[2]อื่นเลยนอกจากเรื่องพระเยซูคริสต์  และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน”

         เปาโลกล่าวต่อไปว่า  เขาได้เรียนรู้ปรัชญาของโลกนี้  เปาโลเป็นผู้ที่เรียนรู้มามาก  เขาได้ร่ำเรียนมามากจนเมื่อเขาถูกไต่สวนและผู้ไต่สวนพูดกับเขาว่า  “เปาโล เจ้าบ้าไปแล้วเพราะความรู้มากมายของเจ้า  เจ้ารู้มากเกินไป  เจ้าร่ำเรียนวิชามามากและการเรียนรู้ของเจ้าทำให้เจ้าบ้าไปแล้ว”  เปาโลบอกว่าเขาไม่ได้บ้า  เขารู้อย่างชัดเจนว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่  แต่ทำไมพวกเขาจึงคิดว่าเปาโลบ้าไปแล้ว  ดูสิ ตั้งแต่เปาโลมาหาองค์ผู้เป็นเจ้านั้น  สิ่งเดียวที่สำคัญกับเขาก็คือพระเยซูคริสต์และที่พระองค์ทรงถูกตรึง    ส่วนที่เกี่ยวกับ “พระเยซูคริสต์” นั้นเรายังรับมือได้   แต่ที่ “พระคริสต์ถูกตรึง”คนที่ตายแล้วนี่นะ   นี่มันอะไรกัน   เขาบ้าไปแล้วจริงๆ   เปาโลพูดต่อไปว่าพระคริสต์ที่ถูกตรึงคือฤทธานุภาพของพระเจ้าไปสู่ความรอด    อะไรนะ   พระคริสต์ที่ถูกตรึงนี่นะหรือ  เปาโลกำลังพูดถึงอะไรหรือ

         ผมจะไม่เข้าไปในรายละเอียดตอนนี้   แต่พอที่จะบอกว่าคนที่มีชีวิตตามหลักของ “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์”นั้น ก็ตั้งใจด้วยว่าจะไม่รู้อะไร   นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องทิ้งความรู้ทางโลกของคุณ  เช่นว่าถ้าคุณได้รับการฝึกฝนทางด้านคอมพิวเตอร์  ก็ไม่ใช่ว่าจู่ๆ คุณก็ไม่เข้าใจมันอีกต่อไป   คือหมายถึงว่าความรู้แบบนั้นไม่ได้เป็นตัวกำหนดการดำเนินชีวิตของคุณอีกต่อไป  เมื่อก่อนนี้มันเป็นสิ่งสำคัญ  คุณภาคภูมิใจกับความเชี่ยวชาญและความรู้ของคุณ  คุณถือว่าตัวคุณเองสำคัญ  แต่ตอนนี้หลักที่คุณดำเนินชีวิตไม่ใช่แบบนี้แล้ว เพราะสำหรับคุณแล้วหลักในการดำเนินชีวิตของคุณ(ที่เป็นตัวกำหนดความรู้และสิ่งอื่นๆทุกสิ่งของคุณ)ก็คือพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลาง  พระเยซูคริสต์องค์นี้ไม่ได้ถูกมองเห็นในตอนแรกว่าเป็นกษัตริย์ของจักรวาลนี้  พระองค์เป็นอย่างนั้นแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นในพระคัมภีร์ใหม่   แต่ที่พระเยซูคริสต์ทรงถ่อมพระทัยและอ่อนน้อม  นั่นคือความหมายของพระเยซูที่ถูกตรึง  ทรงถ่อมพระทัยและอ่อนน้อมอย่างไรหรือ   อย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงฟิลิปปี 1:21 อยู่ในฟิลิปปีบทที่ 2 กล่าวต่อไปว่าพระองค์ไม่ได้ทรงยึดความเท่าเทียมกับพระเจ้า  และ​พระ​เจ้า​จึง​ทรง​ยก​พระ​องค์​ขึ้น​สูง​สุด และ​ประ​ทาน​พระ​นาม​เหนือ​นาม​ทั้ง​ปวงแก่พระองค์  ​เป็น​เจ้านาย​เหนือ​เจ้านาย​ทั้ง​หลาย และ​ทรง​เป็น​กษัตริย์​เหนือ​กษัตริย์​ทั้ง​หลาย  แต่ว่าพระองค์ทรงทำอะไร ทรงถ่อมพระองค์  ในวันคริสตมาสต์  ทรงบังเกิดในรางหญ้า  นี่ยังไม่ใช่ที่ๆต่ำสุด  ทรงลงไปต่ำยิ่งกว่านั้นอีก  ทรงจบชีวิตเยี่ยงอาชญากรบนกางเขน  พระองค์ทรงลงไปต่ำขนาดนั้น  พระเยซูองค์นี้แหละ ไม่ใช่เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลายที่มีมงกุฎสวมบนพระเศียรที่เรากำลังพูดถึง

         นั่นน่าแปลกใจที่นั่นไม่ใช่จุดสำคัญของความรู้ของเปาโล  คืออะไรหรือ  ผู้ที่ไม่มีมงกุฎสวมบนพระเศียรแต่กลับเป็นมงกุฎหนาม  คุณเข้าใจเรื่องนี้ได้ไหม  มันนำคุณไปสู่สิ่งที่ลึกขึ้น  การปลื้มปิติในองค์ผู้เป็นเจ้าที่ปกครองทั่วจักรวาลนั้นทำได้ง่าย  แต่นั่นไม่ใช่องค์ผู้เป็นเจ้าที่เขากำลังปลื้มปิติ  เขาปลื้มปิติในพระเจ้าผู้ที่ได้ถูกตรึงบนโลก     เขาปลื้มปิติในพระเจ้าผู้ที่ถ่อมพระองค์เองมาเป็นทาส   จงสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อความคิดแบบนี้ครอบงำความคิดของคุณ  คุณจะเป็นคริสเตียนที่มีคุณสมบัติที่แตกต่าง  ไม่ใช่เป็นแบบ “คริสเตียนที่มีอำนาจ”  หรือไม่ใช่ “คริสเตียนที่มีเกียรติ” ที่อวดถึงพระเจ้าว่าเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย(แม้ว่าพระองค์จะเป็นอย่างนั้นด้วย)  แต่จะเป็นคริสเตียนที่อวดในพระเจ้าผู้ทรงยอมให้พระองค์เองต่ำกว่าทาส

         การคิดแบบนี้จะกำหนดกระบวนการคิดทั้งหมดในความคิดของเปาโล  มันเป็นคุณสมบัติ  เป็นความถ่อมใจ  เป็นความอ่อนโยน  เป็นความลดตัวลงต่ำสุดในชีวิตของคนๆนั้นที่ไม่สามารถอธิบายได้  ผมเองก็ยังพยายามเรียนรู้อยู่

         ผมใคร่ครวญเรื่องกางเขนของพระคริสต์ทุกวัน  ผมไม่ได้ใคร่ครวญในเรื่องที่พระเยซูเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์  เพราะนั่นเข้าใจได้ง่าย  แต่เรื่องที่เข้าใจได้ยากมากสำหรับผมก็คือพระเยซูเป็นผู้ที่ต่ำกว่าทาส  เป็นผู้ที่ล้างเท้าสาวกของพระองค์ และได้ตายเพื่อสาวกของพระองค์ทุกคนและเพื่อเราทุกคนที่ได้มาเป็นสาวกของพระองค์  และเป็นผู้ที่จะเดินในแผ่นดินสวรรค์ด้วยรอยตะปูบนฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์ตลอดไป  รอยแผลที่สีข้างและรอยทิ่มแทงในพระทรวงพระองค์  เป็นพระเยซูนี่แหละที่ผมพยายามจะเข้าใจ  ผมเข้าใจได้ช้ามากแต่ผมกำลังพยายามอยู่   และเปาโลกล่าวว่านั่นคือพระเยซูที่เขาต้องการจะรู้จัก  การรู้จักพระองค์ก็คือการที่จะเข้าใจความล้ำลึกทั้งสิ้น และเขาไม่ต้องการจะรู้สิ่งใดอื่นเลย

5. ข้าพเจ้าไม่เกรงกลัวสิ่งใด

         เมื่อประเด็นข้างต้นทั้งหมดเป็นความจริง  ก็มาถึงประเด็นที่ห้าคือ “ข้าพเจ้าไม่เกรงกลัวสิ่งใดเลย” ตอนนี้พลกำลังของคนฝ่ายวิญญาณก็เริ่มปรากฏขึ้น  ข้าพเจ้าไม่เกรงกลัวสิ่งใด  นี่เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ  ผมมีข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมากมาย  มีหลายข้อมากที่พูดถึง “ไม่กลัว”  ในฟิลิปปี 1:28  “และ​ท่าน​ไม่​เกรง​กลัว​พวก​ที่​ขัด​ขวาง​เลย”  คนที่กระทำแบบนี้จะเป็นคนที่ไม่มีความกลัว   เมื่อผมเป็นวัยรุ่น คุณรู้ไหมว่าผมตั้งชื่อทีมเบสบอลว่าอะไร  ชื่อทีมคือ “เดรตนอต” ผมสนใจวิทยาศาสตร์การทหารมากและก็มีเรือรบที่มีชื่อเสียงมากชื่อ “เรือรบเดรตนอต”  ซึ่งกล่าวขวัญกันว่าไม่มีใครจมมันลงได้จึงไม่ต้องกลัวสิ่งใด  จึงได้กลายมาเป็นชื่อทีมของเรา

         คริสเตียนแท้จะไม่เกรงกลัวสิ่งใดด้วยเหตุผลง่ายๆอย่างหนึ่ง  เพราะผู้เดียวที่พวกเขาเกรงกลัวก็คือพระเจ้า  ในลูกา 8:24  เมื่อพระเยซูเจอพายุและเรือกำลังจะจม  คุณเห็นว่าพระองค์กลัวไหม  พระองค์หลับสนิทอย่างไม่สะทกสะท้าน  ตรงนี้คุณจะเห็นลักษณะที่ไม่หวาดกลัวสิ่งใด  จอห์น เวสเลย์ประทับใจคริสเตียนกลุ่มหนึ่งบนเรือที่กำลังจะไปทวีปอเมริกาเหนือ  ในเวลานั้นเขาเป็นคริสเตียนที่ไม่ได้บังเกิดใหม่  เขาได้เห็นคริสเตียนเหล่านี้(ที่ชาวเยอรมันเรียกพวกเขาว่า “ผู้ศรัทธา”) ที่มีความเชื่อวางใจในองค์พระเยซูอย่างมากจนพวกเขาไม่มีความกลัวเลย  ความศรัทธาจะลบความกลัวออกไป  ความศรัทธาของคุณในพระเยซูเป็นอย่างนั้นไหม  หรือการเรียนการสอบของคุณทำให้คุณกังวลไหม    สุขภาพของคุณทำให้คุณวิตกไหม    ชีวิตคู่ของคุณทำให้คุณกลัดกลุ้มไหม  ทุกๆสิ่งทำให้คุณวิตกกังวล  คุณเป็นคริสเตียนที่ขี้หวาดวิตกไหม  ถ้าคุณมีชีวิตอย่างนั้นคุณก็ยังไม่เข้าใจความหมายของการเป็นคริสเตียน   “การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” หมายความว่าคุณไม่มีความกลัวสิ่งใด  เพราะว่าพระองค์มีชีวิตอยู่ในคุณ  ความรับผิดชอบอยู่ที่พระองค์

         ผมพูดเรื่องนี้ได้จากประสบการณ์ของผมเอง  ผมอยู่ในประเทศจีนในสภาพที่แร้นแค้นเกือบสามปี  ผมสูญเสียทุกสิ่งเมื่อพวกคอมมิวนิสต์เข้ามายึดครอง ไม่เหลือเลยสักสตางค์แดงเดียว  ผมต้องไว้วางใจองค์ผู้เป็นเจ้าทุกๆวันกับสิ่งที่ผมจำเป็น  ผมจะตื่นขึ้นในตอนเช้าด้วยความคิดที่เลือนลางว่าจะได้อาหารมื้อต่อไปจากไหน  ลองนึกดูสิ  ผมไม่มีติดตัวเลยแม้สักสลึงเดียวและผมมีชีวิตอยู่อย่างนั้นถึงสามปี

         ถ้าคุณต้องตื่นขึ้นเช้านี้โดยไม่มีเงินสักบาทติดกระเป๋า  ไม่มีอาหารมี้อกลางวัน มื้อเย็นในอีกหลายๆ อาทิตย์และอีกหลายๆ เดือนข้างหน้า  คุณจะอยู่ในสภาพไหน  คุณจะสบายใจ เต็มด้วยสันติสุขและความยินดีหรือ  จะเป็นอย่างนั้นได้ถ้าพระคริสต์ทรงเป็นชีวิตของคุณ  ผมจะตื่นขึ้นตอนเช้าพูดว่า “พระองค์เจ้าข้า ลูกของพระองค์อยู่นี่  ลูกหิวแต่ไม่มีอะไรกิน  และไม่มีเงินจะซื้ออาหารกลางวัน  ลูกไม่กลัวเลย  ลูกรู้ว่าพระองค์กำลังจัดเตรียมสิ่งจำเป็นของวันนี้ให้ลูกอยู่”  พระองค์เคยทำให้ผิดหวังไหม  ก็ไม่เคยเลย   ทำไมผมจึงสั่งสอนข่าวประเสริฐด้วยความมั่นใจ  ก็เพราะผมรู้ว่าพระเจ้าผู้ทรงเลี้ยงดูคนเป็นล้านในถิ่นทุรกันดารด้วยมานาจากสวรรค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกันกับที่ทรงเลี้ยงดูผมทุกๆวัน  และทรงคอยดูไม่ให้ผมอดตาย  พระเจ้าของผมกระทำเช่นนั้นจริง   ถ้ามีคนมาถามผมว่า “พระเจ้าทรงเลี้ยงคุณเวลาคุณหิวหรือเปล่า”  แน่นอนพระองค์ทรงทำได้   เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะไม่สามารถเตรียมอาหารให้พอเพียงที่จะเลี้ยงคุณ  จึงไม่มีความกลัวใดๆ ผมสามารถจะอธิบายเรื่องนี้ได้อีกนานแต่เวลาไม่พอ

6. ข้าพเจ้าไม่ขาดสิ่งใด

          ข้าพเจ้าไม่ขาดสิ่งใด  ไม่ว่าจะทางกายหรือจิตวิญญาณ  ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในพระคริสต์จะมีทุกสิ่ง  ไม่มีอะไรแต่ก็เป็นเจ้าของทุกสิ่ง  เขาไม่ขาดสิ่งใดเลย    1 เธสะโลนิกา 4:12 “เพื่อท่านจะไม่ขาดสิ่งใดเลย”  มีชีวิตอย่างที่คุณไม่ขาดสิ่งใดเลย   การไม่ขาดสิ่งใดนั้นอาจเป็นจากการจัดเตรียมให้จากองค์ผู้เป็นเจ้าโดยตรง  หรือถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวยคุณก็สามารถทำงานด้วยสองมือของคุณได้(อย่างที่เปาโลทำ)และได้รับสิ่งที่คุณจำเป็นต้องการ  โปรดสังเกตว่าองค์ผู้เป็นเจ้าได้จัดเตรียมสิ่งจำเป็นทุกอย่างให้ผมในประเทศจีนเพราะไม่มีทางใดที่ผมจะมีรายได้  แต่ต่อมาเมื่อผมมีโอกาสที่จะมีรายได้เอง  ผมก็ไม่ยอมเสียนิสัยและเอาแต่พึ่งพาพระองค์ว่า “พระองค์สามารถประทานอาหารให้ข้าพระองค์  ข้าพระองค์ก็ไม่เห็นจะต้องทำงานอีกแล้ว”  ผมไม่ทำอย่างนั้น  ผมออกไปทำงาน  เมื่อผมรับเป็นศิษยาภิบาลในลิเวอร์พูลเริ่มแรกนั้น   คริสตจักรนี้เล็กมากไม่สามารถจะเลี้ยงดูผมได้  ผมบอกคริสตจักรว่าไม่เป็นไร  ผมจะออกไปทำงาน  ผมจึงออกไปสอนหนังสือ  ผมสอนตั้งแต่วันจันทร์จนถึงวันศุกร์  และผมก็ทำงานในคริสตจักรในวันเสาร์กับวันอาทิตย์  ไม่ได้ตามพระคัมภีร์เอามากๆ  ผมทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์โดยไม่มีวันหยุดเลย หลังจากผ่านไปได้หกเดือน ด้วยพระเมตตาขององค์ผู้เป็นเจ้าได้ทรงทำให้คริสตจักรเติบโตขึ้นมีจำนวนสมาชิกพอที่พวกเขาจะสามารถเลี้ยงดูผมซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เท่าๆกับที่ผมได้รับจากการสอนหนังสือ

         ไม่ว่าองค์ผู้เป็นเจ้าจะทรงเลี้ยงดูโดยตรงหรือด้วยการทำงานของเราเองก็ตาม  ที่สำคัญมากกว่านั้นคือ เราไม่ขาดสิ่งใดในฝ่ายวิญญาณเลย  สภาพในฝ่ายวิญญาณของคุณเป็นอย่างไร  คุณรู้สึกถึงความว่างเปล่าข้างในคุณไหม  คุณรู้สึกไหมว่าทุกๆวันเหมือนคุณขาดอะไรบางอย่างในชีวิตของคุณ  แต่คุณก็ไม่รู้ว่าขาดอะไร  คำตอบก็ไม่ได้ซับซ้อน สิ่งที่คุณขาดก็คือเป็นตามหัวข้อค่ายนี้ คุณยังไม่ได้ทำความจริงฝ่ายวิญญาณที่พระคริสต์เป็นชีวิตของคุณให้เป็นจริง   ตราบใดที่พระคริสต์ไม่ได้เป็นชีวิตของคุณ  เชื่อผมเถิดว่า ถึงคุณจะพยายามมากแค่ไหนที่จะเติมเต็มความว่างเปล่าในชีวิตของคุณมันก็จะไม่ได้ผล   คุณจะถูกความว่างเปล่าคอยตามมากวนใจคุณ  แต่หลังจากที่ได้ยินคำสอนนี้แล้ว ก็อย่าบอกว่าคุณไม่เคยรู้วิธีที่จะเติมเต็มความว่างเปล่า  ผมได้บอกคุณไปแล้วถึงสิ่งที่พระคัมภีร์สอนไว้  ไม่มีทางที่สบาย  ไม่มีทางที่ง่าย ไม่มีทางที่ได้อะไรมาง่ายๆ แต่มีทางที่อัศจรรย์  พระคริสต์จะเติมเต็มชีวิตของคุณให้ล้นและคุณจะไม่ขาดสิ่งใดเลย

7. ข้าพเจ้าไม่ได้รั้งสิ่งใดไว้

         เพราะว่าคุณไม่ได้ขาดสิ่งใดเลย  คุณก็ไม่ควรจะรั้งสิ่งใดไว้  คุณมีมากที่จะให้ได้ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องรั้งสิ่งใดไว้  คุณเคยเจอคริสเตียนที่ดูเหมือนว่ามีมากอย่างไม่รู้จักหมดบ้างไหม  พวกเขามีอะไรที่จะให้เสมอ  พวกเขามีมากจนไม่จำเป็นที่พวกเขาต้องต้องรั้งสิ่งใดไว้  พวกเขาไม่จำเป็นต้องขี้เหนียว

         กิจการ 20:20  “และสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นคุณประโยชน์แก่คุณทั้งหลาย  ข้าพเจ้ามิได้ปิดซ่อนไว้  แต่ได้สั่งสอนคุณในที่ประชุมและตามบ้านเรือน”  คุณเคยปิดซ่อนสิ่งใดไว้จากองค์ผู้เป็นเจ้าไหม  ที่จริงแล้วคุณมีอะไรที่จะให้องค์ผู้เป็นเจ้าหรือให้แก่กันและกันไหม  ชีวิตของคุณเป็นชีวิตที่มั่งมีไหม   ชีวิตของคุณเป็นชีวิตที่มีกำลังไหม  เมื่ออัครทูตเปาโลพูดกับคริสตจักรเอเฟซัสในกิจการ 20 นั้น  เขาไม่ได้ปิดซ่อนสิ่งใดไว้เลย  อะไรคือคุณสมบัติของชายผู้นี้ที่พระเจ้าทรงใช้เขย่าโลก  และคุณเองอยากมีชีวิตคริสเตียนแบบไหน

คำสรุป

         ในตอนท้ายนี้ผมอยากจะถามคุณว่า “คุณอยากจะมีชีวิตคริสเตียนแบบไหน  คุณอยากจะเป็นคริสเตียนธรรมดาๆ  คริสเตียนแบบกลางๆที่ไม่ดีนักแต่ก็ไม่เลวนักไหม   หรือคุณอยากจะให้ชีวิตของคุณมีค่าในยุคนี้ที่ให้พระเจ้าสามารถทำงานผ่านทางคุณได้  ที่ให้พระเจ้าสามารถใช้ไม่ใช่แต่เขย่าประเทศของคุณแต่เขย่าโลกได้  พระเจ้าทรงมองหาคนแบบนี้   ไม่ทราบว่าจะมีคริสเตียนกี่มากน้อยที่มีชีวิตตามคำสอนที่เรามีตรงนี้ว่า “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์”

         เปาโลมีอย่างเหลือล้นจนเขาพูดว่า เป็นความยินดี​อย่าง​ยิ่ง​ที่​เขาจะ​สละ​จนหมดเพื่อ​เห็น​แก่คนอื่นๆ  นั่นคือความคิดที่เขาได้เขียน 2 โครินธ์ 12:15  “ข้าพ​เจ้า​มี​ความ​ยินดี​อย่าง​ยิ่ง​ที่​จะ​สละ​ทุก​สิ่ง​และ​สละ​ตัว​เอง​จน​หมด​เพื่อ​เห็น​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย”  ในโรม 9:3  เปาโลเต็มใจจะไม่รั้งสิ่งใดไว้แม้กระทั่งความรอดของเขา  คนมากมายบอกว่าพวกเขาจะให้ทุกสิ่งกับคุณยกเว้นความรอดของพวกเขา   เปาโลกล่าวว่าแม้แต่ความรอดของเขาก็ไม่ได้มีค่ากับเขา ถ้าหากการสูญเสียความรอดของเขาจะทำให้คนอื่นๆได้ความรอด  โรม 9:3 ทำให้ผมต้องน้ำตาไหลบ่อยๆ  ที่เปาโลกล่าวว่าถ้าการที่เขาจะสูญเสียจะทำให้คนของเขาได้รอดละก็ เขาก็ยินดีที่จะสละความรอดของเขาเพื่อสวัสดิภาพนิรันดร์ของพวกเขา  เปาโลกำลังพูดอะไร  เปาโลกำลังพูดว่า  เขาเต็มใจจะตกนรกถ้าจะทำให้คนยิวได้ไปสวรรค์  จะมีพวกคุณสักกี่คนที่กล้าพูดอย่างนี้ว่า คุณเต็มใจจะไปนรกถ้าจะทำให้คนสิงคโปร์ได้ไปสวรรค์  จะมีกี่คนที่กล้าพูดว่าคุณเต็มใจจะไปนรกถ้าคนในประเทศจีนจะได้ยินข่าวประเสริฐแล้วรอด   พระเจ้าจะหาคนแบบนี้ได้ที่ไหน  ทั้งหมดนี้เป็นส่วนของความหมายของ“การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์”  ไม่ใช่เป็นแบบยอดคริสเตียน  นี่เป็นเพียงส่วนของคำอธิบายความหมายของการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์



[1] แปลตามพระคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษและฉบับภาษากรีก (ผู้แปล)

[2] จากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย ซึ่งตรงกับฉบับภาษาอังกฤษและภาษากรีก (ผู้แปล)

 

(c) 2012 Christian Disciples Church