You are here

ลูกแกะหรือหมาป่า

ลูกแกะหรือหมาป่า

คำเทศนาอธิบาย 2 โครินธ์ 12:9

โดย อ.อีริค ชาง

“เพราะว่าความอ่อนแอมีที่ไหน ฤทธานุภาพของเราก็ปรากฏเต็มที่ที่นั่น”

เคยเห็นสภาพชีวิตที่น่าสงสารของคนที่อยู่รอบ ๆ คุณไหม

         ในย่านที่ผมเพิ่งย้ายเข้าไปอยู่เมื่อเร็ว ๆ นี้ในประเทศฮ่องกง มีการสร้างถนนใหม่ ๆ และปลูกต้นไม้สองข้างทางให้ดูน่าอยู่เพื่อจะดึงผู้คนให้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในย่านนี้มากขึ้น  ผมชอบไปเดินเล่น ผมสังเกตเห็นว่าต้นไม้ต้นเล็ก ๆ สองข้างถนนเหล่านี้ดูแคระแกรน  มีกิ่งก้านหรอมแหรมบางตา มันคงจะต้องพยายามอย่างมากที่จะโตให้ได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าอำนวยอย่างนี้

         ทำไมผมจึงพูดว่าสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าอำนวยนี้  ก็เพราะเป็นเรื่องยากที่ต้นอ่อนเหล่านี้จะมีโอกาสโตได้  ส่วนบริหารท้องถิ่นได้จัดทำท่อน้ำผ่านตามแนวของต้นไม้ ท่อแนวยาวนี้จะมีรูเล็ก ๆ หลายรูตามจุดที่ผ่านแนวต้นไม้ที่ปลูกไว้  เพื่อน้ำจะไปถึงตรงจุดและรดต้นไม้เหล่านั้นอย่างเพียงพอ   ต้นไม้ที่ยังอ่อนและเล็กอยู่จะได้รอดชีวิตจากอากาศที่ร้อนจัดในฤดูร้อนอย่างนี้   วันที่ผมเดินเล่นนั้นผมเห็นรูตามท่อเหล่านั้นอุดตันอยู่  ผมมองต้นไม้เล็ก ๆ เหล่านั้นด้วยความรู้สึกเศร้าใจ  เห็นต้นไม้ส่วนมากกำลังคอพับและเหี่ยวเฉา     ผมไม่แน่ใจว่ามันยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายแล้วกันแน่  ใบของมันแห้ง  ลำต้นก็เกรียม  น่าเวทนามากเมื่อเห็นกิ่งที่กำลังจะร่วงอยู่แล้วพยายามจะชูก้านขึ้น

         ที่น่าเศร้าใจก็คือว่า  แม้ท่อน้ำใหญ่สีดำนี้จะวางพาดไปตามรากของต้นไม้  แต่พวกมันกลับไม่ได้รับน้ำ มันกำลังตายอยู่ตรงหน้าท่อส่งน้ำที่อยู่เหนือมัน ชีวิตดูว่าใกล้เหลือเกินแต่กลับเหมือนไกลสุดกู่  คุณลองคิดถึงภาพตัวเองเป็นต้นไม้เหล่านี้ที่กำลังมองดูน้ำไหลผ่านหัวคุณไปในขณะที่คุณกำลังจะตายด้วยความกระหาย  ถูกแดดแผดเผา  คุณรอคอยว่าเมื่อไรจะมีหยดน้ำสักสองสามหยดมารดคุณ  แต่น้ำกำลังไหลผ่านคุณไปเสียนี่   ตรงปลายท่อกลับมี 2-3 ต้นได้รับน้ำหล่อเลี้ยง ใบของมันเขียวชอุ่มและพุ่มของมันกำลังโตขึ้น  แต่ต้นไม้ส่วนใหญ่ที่อยู่ในแถวเดียวกันกำลังจะตาย  ผมคิดอยู่ว่าคนที่ดูแลสวนนี้กำลังทำอะไรอยู่   เขากำลังคอยให้ต้นไม้เหล่านี้ตายหรืออย่างไรกัน

         ดังนั้นเองทุกครั้งที่ผมเดินไปตามถนน ผมจะคิดถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้เรียนรู้จากบทเรียนนี้ ในชีวิตของเราเองที่เป็นคนของพระเจ้าเรามีน้ำแห่งชีวิต  อย่างที่เปาโลกล่าวว่า แต่เรามีของล้ำค่านี้(น้ำแห่งชีวิต)อยู่ในภาชนะดิน (2 โครินธ์ 4:7)

 ผมเคยคิดว่ามีคนข้างๆเรากี่คนที่มองเราและกำลังร้องขอ “ขอน้ำดื่มหน่อย  เราจะพินาศอยู่แล้ว  ถ้าคุณไม่รีบส่งน้ำมาให้เดี๋ยวนี้  ก็จะสายเกินไป” เป็นได้ไหมว่าเรากำลังยุ่งอยู่กับการให้น้ำกับคนที่อยู่ไกลออกไปแล้วข้ามคนที่อยู่ข้างๆเราไป  ปล่อยให้เขาต้องพินาศ  แต่เรายุ่งเหลือเกินกับการรดน้ำที่อื่นที่ตรงโน้น  คุณอาจจะชื่นใจตัวเองว่า  “โน่นไง  มีบางต้นที่เราดูแลอยู่กำลังโตขึ้น  ท่อน้ำของเรายังทำงานอยู่”  แล้วส่วนใหญ่ที่กำลังจะตายด้วยความกระหายและกำลังจะพินาศตลอดทางล่ะจะทำอย่างไรกัน

น้ำแห่งชีวิตนี้อยู่ที่ไหน

         คริสตจักรอยู่ที่ไหน คริสตจักรที่กำลังทำหน้าที่นี้อยู่ที่ไหนกัน เห็นมั้ยตรงนี้ตรงโน้นก็มีต้นไม้เล็ก ๆ กำลังโตและเรากำลังชื่นชมตัวเราเองว่าเป็นเพราะเราแท้ๆที่ทำให้ตรงโน้นมีต้นไม้กำลังโตขึ้น ดูโน่นสิมีอีกต้นหนึ่งด้วย

         แต่กับคนส่วนใหญ่ที่กำลังจะพินาศล่ะ เราไม่มีเวลาที่จะคิดถึงพวกเขาหรอก  เราก็แค่ท่อน้ำท่อเดียว  มีต้นไม้สักกี่ต้นกันล่ะที่เราควรจะดูแล   ในท่อใกล้บ้านของผมมีน้ำเพียงพอที่จะรดต้นไม้ได้ทุกต้น เพียงแค่เต็มใจจะเปิดมันอีกสักนิด  ถ้าคนสวนคอยดูให้แน่ว่าท่อเหล่านี้ไม่อุดตันเพื่อให้น้ำไหลออกมาได้และถึงต้นไม้แต่ละต้นเหล่านี้ไม่ใช่แค่บางต้น 

         ผมสงสัยว่าเราอาจจะเป็นเหมือนท่อที่อุดตันเหล่านี้ไหม

(แต่วันนี้เรามีน้ำระลอกใหม่  โดยพระคุณของพระเจ้า  ผมหวังว่าคนที่กระหายและโหยหาน้ำนี้อย่างจริงใจก็จะได้พบที่นี่)

ผมพบความกระหายในทุกที่

         ครั้งหนึ่งผมบินกลับจากตะวันออกกลางมาที่มอลทรีออล  ผมได้นั่งข้างสุภาพบุรุษท่านหนึ่งที่มากับลูกชายซึ่งเป็นนักโบราณคดีหน้าตาหล่อเหลาเอาการ  เมื่อคุยกันก็พบว่าชายผู้นี้ได้แสวงหาความจริงตั้งแต่สมัยยังหนุ่มๆ  เขามองหาคำตอบให้กับชีวิตแต่ไม่พบ  ไม่มีใครบอกเขาได้ว่าชีวิตคืออะไร  เมื่อผมคุยกับเขา ผมก็ถามเรื่องชีวิตของเขา  เขาเล่าว่า “ผมน่ะ เป็นนักศึกษาแพทย์  ผมอยากรู้ว่าชีวิตคืออะไร  ผมก็ค้นหาคำตอบให้กับคำถามมากมายของผม”  เขายังได้หยุดเรียนแพทย์ไว้ชั่วคราวเพื่อศึกษาวิชาปรัชญาเพื่อหวังจะได้คำตอบของชีวิต แต่กลับเจอว่ามีคำถามเพิ่มมากขึ้นและก็ไม่มีคำตอบเอาเสียเลย  เขาไม่ได้เป็นอาจารย์ภาควิชาปรัชญาแต่เป็นจิตแพทย์ฝึกหัด   แล้วได้ย้ายจากอายุรศาสตร์ไปจิตเวชศาสตร์และก็สอนปรัชญาในมหาวิทยาลัยด้วย

          ตอนนี้ยี่สิบกว่าปีผ่านไป  ผมกำลังนั่งอยู่ข้างๆเขาและถามเขาว่า “ตอนนี้คุณมองชีวิตยังไงบ้าง เพราะจวบจนเวลานี้คุณยังไม่พบคำตอบเลย”  เขาตอบว่า “ผมสรุปว่าข้อเท็จจริงของชีวิตนั้นไม่มีคำตอบ  จะไม่พบคำตอบหรอก  จะมีแต่คำถามเท่านั้นและเราคงจะต้องยอมรับมัน”

ผมพูดกับเขาว่า “แล้วคุณสอนอะไรนักศึกษาเล่า ในเมื่อคุณไม่มีคำตอบ”  เขาตอบว่า “ผมก็สอนพวกเขาให้ดูที่คำถามเหล่านั้น”  ผมถามต่อว่า “แล้วกับคนที่มาเพื่อจะหาคำตอบล่ะ”  เขาตอบว่า “ก็จะเหมือนกับผมนั่นแหละ พวกเขาจะต้องเข้าใจว่ามันไม่มีคำตอบ”  ผมถามเขาว่า “คุณไม่เคยคิดเลยหรือว่าอาจจะมีคำตอบอยู่บ้าง”  “คิดสิ  แต่ว่ามันอยู่ไหนล่ะ”  ผมพูดกับเขาว่า “เป็นไรไหมถ้าผมจะเล่าเรื่องชีวิตของผมให้คุณฟัง”  เขาตอบว่า “เอาสิ”

           ผมจึงเล่าให้เขาฟังและเขาก็ประทับใจมาก  เขาถามผมว่า “คุณได้พบกับพระเจ้าอย่างนั้นจริงๆหรือ”  เป็นไปได้หรือที่จะรู้จักกับพระเจ้า  ท้องฟ้าใหม่กำลังเปิดแย้มกับเขา  ทุกสิ่งเริ่มชูใจเขาใหม่อีกครั้ง  เขาพูดว่า “มันอาจจะยังมีคำตอบก็ได้”  เมื่อถึงมอลทรีออลแล้วผมก็ได้ติดต่อเขาอีก  ได้ให้พระคัมภีร์และหนังสืออื่นๆที่พูดถึงความจริงและหัตถกิจที่น่าอัศจรรย์ของพระเจ้า  ผมต้องเดินทางต่อไปยังเอเชียจึงนัดแนะกับเขาว่าเมื่อผมได้กลับไปมอลทรีออลอีกในปลายปีก็จะเจอกันอีกตามน้ำพระทัยพระเจ้า

          ลองคิดดูสิที่คนคนหนึ่งเต็มใจจะเลิกศึกษาแพทย์ศาสตร์เพื่อจะค้นหาความจริงของชีวิตแต่ไม่พบอะไรเลย   เขาเป็นเหมือนกับต้นอ่อนเหล่านั้น  นักศึกษาแพทย์หนุ่มผู้มองหาน้ำ  ในเวลาเดียวกันชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขาได้เหี่ยวแห้งจากความกระหาย  เขากลายมาเป็นคนที่ชอบถากถาง  มีคำถามมากมายแต่ไม่มีคำตอบและเขาก็ยอมรับสิ่งนี้อย่างหน้าชื่นตาบาน

          จากมอลทรีออลไปฮ่องกงผมก็อยู่บนเครื่องอีกครั้ง  คราวนี้ได้นั่งข้างๆชายผู้หนึ่งมาจากกรุงเทพฯ  เมื่อคุยกันเขาก็เล่าเรื่องชีวิตของเขาให้ผมฟัง  เขาเพิ่งกลับจากการเดินทางท่องยุโรปเพื่อพักผ่อนในช่วงปลายชีวิต  เขาพูดกับผมว่า  “มันไม่มีประโยชน์ที่จะต้องทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำไปทำไม  ชีวิตอยู่เพื่ออะไรกัน   ผมไต่เต้าจนขึ้นมาถึงขั้นสูงสุด เป็นถึงผู้บริหารบริษัทเชลล์ บริษัทผลิตน้ำมันรายใหญ่ของเมืองไทยและผมก็ตัดสินใจเกษียณตัวเองก่อนเวลา  ผมได้เงินมากมายและถ้าผมจะทำงานต่อไปครอบครัวคงจะต้องแตกแน่  ผมไม่มีเวลาให้ครอบครัวเพราะงานยุ่งเกินไป สุขภาพก็แย่ลง  แต่ตอนนี้ผมมีทุกอย่างที่ผมต้องการจะได้เพียงพอแล้ว  ผมต้องการจะหาความสุขให้กับชีวิตที่เหลือของผม” สำหรับชายผู้นี้การได้มีความสุขกับชีวิตหมายถึง การไปโน่นไปนี่  ไปท่องยุโรป  เที่ยวจนเหน็ดเหนื่อย  ทัวร์ 7-8 ประเทศภายใน 10 วัน นี่แหละคือวิธีที่หาความสุขให้กับชีวิต  ผมคิดถึงทางที่จะมีความสุขในชีวิตที่ดีกว่านี้  การเดินทางเป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อยและหมดแรง  ความคิดที่ว่าจะเดินทางท่องเที่ยวไป 7 ประเทศในเวลา 10 วันนั้น  เพียงแค่คิดผมก็เหนื่อยแล้ว แต่ว่ามันอาจจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับเขาก็ได้

         เมื่อคุยกับเขาไปเรื่อย ๆ เขาก็ให้นามบัตรผม เมื่อเขาล้วงนามบัตรของเขาออกมา ผมได้เห็นบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรส  และเราก็คุยกันถึงเรื่องจุดหมายของชีวิต เขาเองไม่มีจุดหมาย   ผมคิดในใจว่าผู้ชายคนนี้มาถึงอายุของการเกษียณแล้ว  ได้ไต่เต้าบันไดชีวิตมาจนถึงยอดสุดแต่ก็ยังหาจุดหมายของตัวเองไม่เจอ  ชายคนนี้เป็นอีกคนหนึ่งที่เหมือนต้นไม้ตามถนนดังที่กล่าวมาแล้วว่า  ถ้าในเวลาที่ผ่านมา มีคนได้ให้น้ำกับเขา เขาก็จะได้น้ำแห่งชีวิต  แต่ในเวลานี้สิ่งที่เขาอิ่มอกอิ่มใจก็คือได้ท่องเที่ยวไปรอบโลก ผมพูดว่า “คุณทำอะไรกับเวลาที่มีอยู่มันคงจะน่าเบื่อนะ” เขาตอบว่า “ผมก็ไปสนามกอล์ฟ”

         ลองนึกดูซิว่าไม่มีอะไรเหลือให้ทำอีกแล้วในชีวิตนอกจากเล่นกอล์ฟ ไม่มีสิ่งอื่นอีกแล้วที่จะทำ   มันก็เป็นเรื่องน่าเศร้า   ชีวิตเป็นเรื่องน่าเศร้า  เป็นเรื่องที่ไม่มีความหมาย  จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อชีวิตฝ่ายวิญญาณได้เหี่ยวแห้งและตายแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่  ตอนนี้เขาก็เพียงแค่ใช้เวลาวันๆหนึ่งตีลูกกลมๆในสนามกอล์ฟอาทิตย์ละสองครั้ง ผมไม่ได้ถามเขาว่าแล้วเวลาที่เหลืออีกสี่ห้าวันเขาทำอะไร  เขาอาจจะนอนพักผ่อนอยู่ที่ระเบียงบ้านก็เป็นได้  มันแย่มาก!

         เราจะต้องนำน้ำแห่งชีวิตไปยังคนเหล่านี้  จะเกิดอะไรขึ้นกับจิตวิญญาณที่เป็นส่วนสำคัญชั่วนิรันดร์ของคนเหล่านี้ที่กำลังเหี่ยวเฉาเพราะไม่มีน้ำ   แต่น่ายินดีนักที่น้ำแห่งชีวิตมาถึงคุณที่นี่!

         ผมอยากให้เราพิจารณากันถึงเรื่องน้ำแห่งชีวิตนี้  เราจะทำให้สิ่งนี้เป็นจริงได้อย่างไร   มีทางใดบ้างที่จะทำให้ภารกิจนี้เป็นจริงได้   คริสตจักรควรมีลักษณะอย่างไร   และทำไมเราที่เป็นคริสตจักรและเราที่เป็นคริสเตียนจึงมักจะล้มเหลว

         อาจเป็นได้ว่าบางทีตัวเราเองไม่ได้เข้าใจพระกิตติคุณของเราอย่างถูกต้อง   เราไม่รู้ว่าพระกิตติคุณคืออะไร   เมื่อผมพูดถึงน้ำแห่งชีวิตนั้นผมกำลังหมายถึงพระกิตติคุณของพระคริสต์  พระกิตติคุณคืออะไร  คุณอาจจะเป็นคริสเตียนมานาน  คุณแน่ใจหรือว่าคุณรู้ว่าพระกิตติคุณคืออะไร  คุณรู้วิธีให้พระกิตติคุณแก่คนที่กระหายไหม  ถ้าคุณไม่รู้ว่าพระกิตติคุณคืออะไร ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่คุณไม่ได้นำน้ำแห่งชีวิตนี้ไปถึงผู้อื่น  ลักษณะที่สำคัญของพระกิตติคุณคืออะไร  และจะให้พระกิตติคุณนี้แก่คนอื่นได้อย่างไร

ลูกา 10:3 

         ผมจะใช้ข้อพระคัมภีร์จากลูกา 10:3 เทศนาในวันนี้  พระเยซูตรัสกับสาวก 70 คนที่จะทรงส่งพวกเขาออกไปว่า “ไปเถอะ เราใช้พวกท่านออกไปเหมือนอย่างลูกแกะที่อยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า”

         ข้อนี้มีความหมายที่มาก เมื่อผมยิ่งใคร่ครวญมากขึ้นผมก็ยิ่งลังเลที่จะเทศน์ในเรื่องนี้  ความหมายที่มากในข้อนี้ทำให้ตกตะลึง

         ทำไมข้อนี้จึงสำคัญอย่างยิ่ง  เหตุที่ข้อนี้สำคัญมากก็เพราะว่ามันพูดชัดเจนถึงเนื้อหาสำคัญว่าพระกิตติคุณคืออะไร  พระกิตติคุณทำอะไร และพระกิตติคุณควรจะถูกประกาศสั่งสอนอย่างไร และที่มากกว่านั้นข้อนี้จดจำได้ง่ายที่สุดเพราะเป็นภาพสองภาพที่ตรงข้ามกันของหมาป่ากับลูกแกะ   หรือเห็นสังคมของหมาป่ากับสังคมของลูกแกะยิ่งชัดขึ้น

          พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ไปเถอะ เราใช้พวกท่านออกไปเหมือนอย่างลูกแกะที่อยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า”  ยิ่งคุณคิดถึงภาพนี้ก็ยิ่งยากที่จะเข้าใจ  คุณไม่ต้องจินตนาการไปไกลก็เห็นภาพได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกแกะที่ถูกส่งเข้าไปอยู่ในฝูงหมาป่า   ลองคิดดูซิว่า ลูกแกะเหล่านี้จะอยู่รอดได้นานแค่ไหน  จะอยู่ได้กี่อึดใจ   ลูกแกะที่น่าสงสารและไม่มีทางต่อสู้  ป้องกันตัวเองไม่ได้จะถูกฉีกเป็นชิ้นๆในพริบตา   พระเยซูไม่ได้ใช้คำว่า “แกะ”  ที่อย่างน้อยแกะก็ตัวใหญ่พอๆกับหมาป่า  แต่เป็นลูกแกะ!  ลูกแกะสู้กับหมาป่า  ลูกแกะนี่แหละที่ถูกส่งไปหาผู้ฆ่า

         ตรงนี้พระเยซูตรัสว่า “เรากำลังจะส่งพวกท่านออกไป  โอกาสที่พวกท่านจะสู้นั้นสิ้นหวัง”  อะไรคือจุดประสงค์ที่พูดเช่นนี้  มีกลยุทธ์อะไรอยู่ในนี้บ้าง    นี่เป็นเรื่องตลกไหม  และถ้าเป็นเรื่องตลกก็เป็นเรื่องตลกที่เลวร้ายที่สุดของลูกแกะทีเดียว  พระเยซูกำลังจะบอกอะไรเราหรือ

         เมื่อคุณอ่านพระคัมภีร์ผมไม่ทราบว่ามโนภาพเหล่านี้ตรึงความคิดของคุณหรือเปล่า  ให้เรามาวิเคราะห์เรื่องนี้ในสองสามจุดหลักๆด้วยกัน

อะไรคือลักษณะของหมาป่า

         สิ่งแรกเราจะต้องเข้าใจลักษณะของหมาป่า คุณรู้อะไรเกี่ยวกับหมาป่าบ้าง  ชาวปาเลสไตน์รู้เรื่องเกี่ยวกับหมาป่าดีเพราะเขาเป็นพวกเร่ร่อน  ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงแกะ  พวกเขาจะต้องปกป้องชีวิตแกะของเขาทุกวิถีทางและอันตรายที่ร้ายที่สุดของแกะก็คือพวกหมาป่า

         ผมได้อ่านบทความหนึ่งที่น่าติดใจในหนังสือเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิคของปี 1989 เป็นเรื่องของหมาป่า  โดยเฉพาะหมาป่าที่อยู่ขั้วโลกเหนือซึ่งก็เหมือนหมาป่าในที่อื่นๆ จะต่างกันก็ตรงที่พวกมันอาศัยอยู่ตามขั้วโลก  นักสังเกตการณ์บางคนสามารถเข้าไปใกล้ๆหมาป่าเหล่านี้ได้และทำให้พวกมันคุ้นเคย   พวกเขาจึงสามารถสังเกตนิสัยและพฤติกรรมของมันที่ถิ่นอาศัยของมัน

         พวกเขาสรุปลักษณะของหมาป่าได้ 3  ประการคือ ก้าวร้าว รุกราน และเห็นแก่ตัวที่สุด นี่เป็นลักษณะของหมาป่า  ข้อสรุปนี้ไม่ได้มาจากคริสเตียนเพื่อจะได้เอามาใช้ในคำสอนของผม   พวกเขาเขียนจากผลการสังเกตชีวิตของหมาป่าอย่างใกล้ชิดของพวกเขา 

         สังคมของหมาป่านั้นมีแบบแผน  มีการปกครองโดยจ่าฝูงที่เป็นตัวผู้เพียงตัวเดียว  แบบแผนทั้งหมดนั้นอยู่ที่จ่าฝูงตัวเดียวนำตัวอื่นๆ    ตัวไหนที่แข็งแรงกว่า (ใหญ่กว่า มีเรี่ยวแรงมากกว่า  มีฟันที่แหลมคมกว่า  มีความฉลาดหลักแหลมกว่า  มีความดุร้ายและเด็ดเดี่ยวมากกว่า) ตัวนั้นแหละจะครองฝูงและนำฝูงให้ไปตามที่มันต้องการ  สังคมของหมาป่าดำเนินไปตามหลักนี้ซึ่งน่าสนใจมาก

         นี่ก็เป็นวิธีที่สังคมมนุษย์ดำเนินเช่นกัน แม้ว่าบางครั้งจะเป็นวิธีที่แยบยลกว่า  นี่คือสิ่งที่พระเยซูตรัสในมัทธิว 20:25

         “พวก​ท่าน​รู้​อยู่​ว่า​บรรดา​ผู้​ครอบ​ครอง​ของ​คน​ต่าง​ชาติ ย่อม​เป็น​เจ้า​นาย​อยู่​เหนือ​พวก​เขา และ​พวก​ที่​เป็น​ใหญ่​ก็​ใช้​อำ​นาจ​บัง​คับ​เขา”

สังคมของมนุษย์ก็อยู่บนหลักเดียวกันกับสังคมของหมาป่า ใครจะเป็นผู้ที่ครอบครองในที่สุด  ก็คือคนที่มีพละกำลัง  คนที่เป็นตัวตั้งตัวตี  คนที่มีความหลักแหลม  มีความเชี่ยวชาญที่จะควบคุมคนอื่น  คนที่สามารถชนะคะแนน  ไม่ว่าจะทำด้วยใบหน้าดูใสซื่อหรือใช้อิทธิพลลับหลัง  ท้ายที่สุดคนที่ไม่มีศีลธรรมก็จะเป็นผู้ชนะ   เขาต้องการให้คนอื่นประทับใจว่าเขาเป็นคนดี  เป็นผู้มาช่วยโลก  เป็นผู้มาช่วยชาติ  และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเป็นผู้ที่ช่วยคุณ  ตราบใดที่คุณติดตามพวกเขาแล้วคุณจะไม่กระหาย  เขาจะปกป้องคุณและจะทำทุกสิ่งเพื่อคุณ  เขาเป็นคนจัดการที่ดีมาก  นี่แหละคือคนที่จะมาเป็นผู้นำ

         ดังนั้นเมื่อพระเยซูตรัสถึงหมาป่าและสังคมของหมาป่านั้น พระองค์กำลังพูดถึงสังคมของโลกนี้ที่เป็นอยู่  เราทุกคนที่อยู่ในสังคมนี้รู้ดีว่าใครเป็นผู้ที่มีอิทธิพล   ในบริษัทหนึ่งๆก็จะต้องมีคนที่พยายามก้าวไปให้ถึงตำแหน่งสูงสุด  หรือไม่ก็จะมีคนที่ให้คนอื่นเป็นบันไดให้ตัวเองเพื่อได้ไปถึงจุดสูงสุด    ถ้าเขาเป็นเบอร์หนึ่งไม่ได้ เขาก็จะเป็นเบอร์สองให้ได้ด้วยการประจบประแจงติดสอยห้อยตามคนที่มีอำนาจเพื่อจะไต่เต้าขึ้นไป  นี่คือสิ่งที่สังคมของมนุษย์ทำกัน

         เมื่อพระเยซูตรัสว่า  “เราใช้พวกท่านออกไปอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า” พระเยซูกำลังตรัสว่า “นี่คือสังคมของโลก   พวกท่านเห็นคนต่างชาติทำกันไหม  เขาใช้อำนาจเหนือกันและกัน  ทุกคนต่างต้องการเป็นใหญ่   พวกอันธพาลใช้วิธีข่มขู่  ‘ไปทำนี่ให้อั๊ว ไม่งั้นจะโดนดี  ถ้าไม่ทำตามที่อั๊วสั่ง’ ผู้มีอำนาจมากมายก็ทำอย่างเดียวกันแต่ด้วยวิธีที่ดีกว่า  การดิ้นรนของบริษัทที่จะมีอำนาจ  ทุกที่ก็เหมือนกันหมดคือเป็นสังคมของหมาป่า

         ดังนั้นเมื่อพระเยซูตรัสว่า “เราใช้พวกท่านออกไป”  พระองค์กำลังหมายถึงว่า  “เรากำลังส่งพวกท่านเข้าไปในโลกของหมาป่า”

         คุณรู้สึกอย่างไรที่จะเข้าไปอยู่ในสังคมอย่างนี้   เหล่าสาวกรู้สึกอย่างไรเมื่อพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เรากำลังจะส่งพวกท่านออกไปและพวกท่านจะถูกฝูงหมาป่าฆ่า” พวกเขาจะถูกฆ่าหรือ   เดี๋ยวเราจะได้ดูกัน

การเป็นคริสเตียนที่แท้จริงก็คือการถูกเปลี่ยนแปลงจากหมาป่ามาเป็นลูกแกะ

คุณอาจบอกว่า “เดี๋ยวก่อน  ก่อนที่เราจะมาเป็นคริสเตียน เราไม่ได้เป็นหมาป่ากันหมดนะ”  อันที่จริง เมื่อผมยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ผมก็เป็นหมาป่า  ผมเป็นหมาป่าที่มีความสามารถที่จะชนหรือเหยียบข้ามคนอื่นเหมือนที่ใครๆเขาทำกัน   เล่ห์ด้วยเล่ห์ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ขอให้มีใครท้าผมเถอะ   ผมไม่เคยกลัวการท้า  หลายคนคงรู้ว่าก่อนมาเป็นคริสเตียนผมมีความตั้งใจจะอยู่ในกองทัพ   ในกองทัพนั้นคุณจะต้องเหี้ยมจึงจะไปถึงระดับสูงสุดได้  ผมพร้อมจะทำอะไรก็ได้เพื่อผมจะไปให้สูงที่สุดเพื่อจะช่วยชาติ  แต่ไม่ถึงกับระดับผู้นำประเทศ  เป็นความภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ  เราเองก็ซ่อนแรงจูงใจของเราไว้  สำหรับตัวผมแล้วผมเคยเป็นหมาป่าแน่ๆ

พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “เราใช้พวกท่านออกไปเหมือนอย่างลูกแกะ” ลูกแกะเหล่านี้อยู่ที่ไหน   สิ่งแรกเขาจะต้องเป็นลูกแกะเสียก่อน ก่อนที่เขาจะถูกส่งออกไป จากประโยคที่น่าคิดนี้พระเยซูกำลังตรัสว่า  การเป็นคริสเตียนอย่างแท้จริงนั้นจะต้องถูกเปลี่ยนจากหมาป่ามาเป็นลูกแกะ  พระเจ้าจะต้องเปลี่ยนเราเสียก่อน พระองค์ต้องเอาเขี้ยวเล็บแหลมคม   ความหลักแหลม  ความหยาบช้านี้ออกไปเสียแล้วเปลี่ยนนิสัยเราอย่างสิ้นเชิงมาเป็นลูกแกะ

         คุณอาจแย้งว่า “ช้าก่อน  ผมมีความสุขที่เป็นหมาป่า  ผมชอบฟันอันแหลมคมของผม เพราะถ้าไม่มีฟันอันแหลมคมแล้วผมก็จะปกป้องตัวเองไม่ได้   คุณเพิ่งบอกว่านี่เป็นสังคมของหมาป่า  ผมก็กำลังไปได้ดีในสังคมของหมาป่า   ผมมีฐานะมีหน้าที่อยู่ในสังคม   นี่คุณจะให้ผมไปเป็นลูกแกะเหรอ  จะให้กลายเป็นเนื้อแกะนุ่มๆรสโอชะของพวกหมาป่าเหรอ   พวกมันคงจะกินผมในพริบตา  ผมไม่ชอบถูกทิ้งให้ตาย  ถูกทิ้งให้ช่วยตัวเองไม่ได้  ผมไม่อยากเปลี่ยน”

         คุณรู้ไหมว่า มีคริสเตียนจำนวนมากที่ไม่ยอมเปลี่ยนเพราะเหตุผลอย่างนี้  มีบางคนที่กลับใจใหม่เพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น  คือเป็นหมาป่าที่มีหนังเป็นแกะ  เป็นลูกแกะเพียงแค่ผิวภายนอกเท่านั้น  แต่ใต้ผิวภายในนั้นแล้วยังเป็นหมาป่า  ผมหวังว่าคุณคงเข้าใจคำเปรียบเทียบนี้นั่นเป็นภาพที่พระเยซูทรงใช้ใน มัทธิว 7:15

มีคนจำนวนมากในคริสตจักรที่มองดูเผินๆแล้วเหมือนลูกแกะ  แต่ถ้าลองได้สนิทกับพวกเขาสักหน่อยคุณจะต้องแปลกใจว่าลูกแกะเหล่านี้มีฟันแหลมคมเหลือเกิน พวกเขาจะเผยอฟันที่แหลมคมให้เราเห็นจนคุณต้องอุทานว่า  “ไม่เคยรู้ว่าลูกแกะมีฟันแหลมอย่างนี้  คิดว่ามีแต่หมาป่าที่มีฟันแบบนี้”  คุณเคยเห็นคริสเตียนต่อสู้กันไหม   เมื่อทั้งคู่ต้องถึงเลือดตกและมีแผลเหวอะหวะ   คุณคงสงสัยว่ามีลูกแกะอยู่แถวนี้บ้างไหม  นี่เป็นสังคมของลูกแกะหรือเปล่า

         เมื่อพูดถึงลูกแกะแล้ว  “นกอินทรี” ก็เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่คริสเตียนชื่นชอบกันในปัจจุบัน  หลายครั้งผมเคยได้รับข้อพระคัมภีร์ที่หนุนใจจากอิสยาห์ 40:31 ว่า​ “เขา​ทั้ง​หลาย​ผู้​รอ​คอย​พระ​ยาห์​เวห์​ จะ​บิน​ขึ้น​ด้วย​ปีก​เหมือน​นก​อิน​ทรี”[1]   เมื่อคิดถึงนกอินทรีเราจะมักคิดถึงความสง่างาม  จะงอยปากและกรงเล็บอันแหลมคม(ที่สามารถฉีกลูกหมาป่าได้)  แต่เราลืมว่า “บินขึ้นด้วยปีก” ตรงนี้ไม่มีกรงเล็บที่ปีก   ไม่มีจะงอยปากแหลมคมที่ปีก

         เราจะชอบสัญลักษณ์ของอำนาจและสิ่งที่ทรงพลัง   เมื่อมองหาสัญลักษณ์ประจำแต่ละชาติ คุณจะเห็นลูกแกะเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติบ้างไหม   ไม่มีหรอก   คุณจะเห็นแต่พวกมังกรที่นิยมกันมากในฮ่องกงและจีน และบางทีก็ม้าบินซึ่งเป็นสัตว์ที่ฉลาด หรือสิงห์เจ้าแห่งพลัง   มีใครบ้างที่อยากเอาลูกแกะมาเป็นสัญลักษณ์  มันยากที่จะเจอคริสเตียนที่สนใจจะมาเป็นลูกแกะ

เปาโลใช้ภาพของ “การกัดและกินเนื้อกันและกัน” เปาโลพูดกับชาวกาลาเทียให้ระวังว่า  “ถ้า​ท่าน​กัด​และ​กิน​เนื้อ​กัน​และ​กัน จง​ระวัง​ให้​ดี ท่าน​จะ​ย่อย​ยับ​ไป​ด้วย​กัน”  (กาลาเทีย 5:15)   คุณรู้ไหมว่าเปาโลกำลังพูดอะไรกับชาวกาลาเทีย  “ข้าพเจ้าไม่คิดว่าพวกท่านเป็นลูกแกะเลยเพราะข้างในพวกท่านยังเป็นหมาป่าอยู่”  คนมากมายที่อ่านข้อความอันเฉียบแหลมนี้ของเปาโลถึงชาวกาลาเทียก็ยังไม่เข้าใจเค้าความเต็มๆของความหมาย

คุณถูกเปลี่ยนหรือยัง  ฟันของคุณยังคงแหลมคมอยู่หรือเปล่า เมื่อคุณมาเป็นลูกแกะ คุณพูดว่า “ฟันของหมาป่าที่แหลมคมของผมหายไปหมดแล้ว”   แต่เป็นไปได้อย่างไรที่เขี้ยวเล็บและฟันที่แหลมคมยังยื่นออกมาให้เห็นอยู่อีก และยังบอกว่า “ผมต้องใช้ป้องกันตัวเองเมื่อมีหมาป่ามาทำร้าย ผมจะได้ข่วนมันสักสองสามที”  เราได้เปลี่ยนจริงๆแล้วหรือ

พระเยซูถูกเรียกว่าลูกแกะ

         มันน่าคิดที่พระเยซูทรงถูกเรียกว่าลูกแกะ[2] (ยอห์น 1:29, 36, กิจการ 8:32, 1 เปโตร 1:19) ในวิวรณ์พระองค์ถูกเรียกว่า “ลูกแกะ” ถึง 28 ครั้ง  ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังเป็นลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า (วิวรณ์ 5:6)   คุณลองนึกดูซิว่าลูกแกะที่บาดเจ็บและถูกนำไปฆ่านี้จะเป็นอย่างไร  นี่เป็นภาพของสัตว์ที่มีฤทธิ์เดชบ้างไหม  ลูกแกะที่มีสุขภาพดีก็ยังอ่อนแอเลย   แต่นี่เป็นลูกแกะบาดเจ็บที่ถูกฆ่า   นี่เป็นการถูกเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง  ถ้าคุณไม่ชอบความคิดของการเป็นลูกแกะก็อย่าคิดที่จะมาเป็นคริสเตียนเลย   มิฉะนั้นแล้วคุณจะบิดเบือนพระกิตติคุณไปอย่างผิดๆ

ลูกแกะถูกส่งออกไปท่ามกลางฝูงหมาป่า

         นี่เป็น “ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้”  อย่างที่ได้พูดมาแล้วว่า แกะจะไม่สามารถยังชีวิตอยู่ได้เกินกว่า 2-3 นาทีท่ามกลางหมาป่า  ไม่เชื่อก็ลองไปสวนสัตว์แล้วโยนลูกแกะสักตัวสองตัวลงในกรงหมาป่า  ดูซิว่าลูกแกะเหล่านั้นจะรอดอยู่ได้เกิน 2-3 นาทีไหม   ลูกแกะจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆในพริบตาด้วยฟันที่แหลมคมมากของหมาป่า  คุณกลัวไหมที่คุณจะไม่สามารถรอดออกมาได้

          ดังนั้นอะไรเป็นเคล็ดลับ  พระเยซูทรงมีวิธีการอย่างไร

         วันหนึ่งผมคอแห้งมาก  ผมจึงดื่มกาแฟร้อนถ้วยหนึ่ง   แต่จะดื่มกาแฟร้อนๆ ตอนอากาศที่ร้อนมากขนาดนี้ได้ยังไง   เฮเลนภรรยาของผมจึงเดินไปหยิบน้ำแข็งบนโต๊ะสองสามก้อน  เราใส่น้ำแข็งลงไปในกาแฟและกาแฟก็เย็นขึ้นทันทีในเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ  แบบนี้เป็นวิธีการของพระเจ้าหรือเปล่า

         คุณจะเอาลูกแกะเหล่านี้ไปปล่อยในฝูงหมาป่า เพื่อจะดับความร้ายของฝูงหมาป่าให้กลายมาเป็นลูกแกะอย่างนั้นหรือ   ไม่ใช่วิธีนี้แน่ๆ  เพราะฝูงหมาป่าจะไม่กลายมาเป็นลูกแกะด้วยการกินลูกแกะแล้วจะกลายเป็นลูกแกะ   คุณอาจเคยได้ยินคนพูดว่า “คุณกินอะไรเข้าไป มันก็จะออกมาเป็นอย่างนั้น”  ถ้านี่เป็นความจริงละก็ วิธีนี้ก็คงจะใช้ได้กับหมาป่า เพราะยิ่งกินแกะมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเหมือนแกะมากขึ้นเท่านั้น แต่อนิจจาที่มันไม่เป็นอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นจึงใช้วิธีการนี้ไม่ได้

         ผมมาถึงจุดสำคัญ  ซึ่งวิธีการก็คือ การพึ่งฤทธานุภาพของพระเจ้า   ฤทธานุภาพของพระเจ้าจะทำงานผ่านลูกแกะที่จะเปลี่ยนแปลงหมาป่า  นี่ใช้ไม่ได้ผลด้วยวิธีธรรมชาติ   เว้นแต่วิธีการที่จะเปลี่ยนหมาป่าทางชีวิตของลูกแกะ  แล้วมีจุดประสงค์อะไรอื่นที่ส่งลูกแกะไปตายล่ะ  แน่นอนว่าลูกแกะตัวไหนที่ถูกส่งไปในฝูงหมาป่าจะต้องเตรียมพร้อมที่จะตาย  และบางตัวก็จะถูกหมาป่ากัดตายจริงๆ แต่หมาป่าก็จะไม่ถูกเปลี่ยนโดยการทำสิ่งที่เป็นธรรมชาติของมัน  คือการกินลูกแกะ  แน่นอนว่ามีแต่ฤทธานุภาพในการสร้างของพระเจ้าเองเท่านั้นที่ทำงานผ่านทางลูกแกะจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงหมาป่าได้

พระกิตติคุณ-จะต้องถูกนำออกไปด้วยชีวิตของคุณ

         พวกสาวกได้ถูกพระเยซูส่งออกไปเพื่อจะประกาศพระกิตติคุณ  ตอนนี้พระกิตติคุณก็กำลังจะถูกนำไปยังพวกหมาป่าด้วยชีวิตของลูกแกะ  เนื่องจากลูกแกะในพระคัมภีร์ถูกใช้ถวายเป็นเครื่องบูชา ดังนั้นพระกิตติคุณนี้จะต้องประกาศด้วยชีวิตของคุณเองเช่นกัน  ไม่มีทางที่สบายหรือง่ายกว่านี้ที่จะนำพระกิตติคุณไปถึงคนอื่นๆ   คุณคงไม่เชื่อวิธีประกาศพระกิตติคุณที่สอนนี้   คุณอาจจะเชื่อว่าการประกาศพระกิตติคุณเป็นเรื่องกล้วยๆที่สุดภายใต้ดวงอาทิตย์  เมื่อโซเวียตเพิ่งเปิดประเทศขึ้นใหม่หลังจากปิดมานาน   เราจะเห็นในข่าวว่าใครๆต่างก็เฮโลกันไปประกาศพระกิตติคุณที่นั่น  จัดการประกาศกันตรงจัตุรัสแดง มีผู้คนมากมายเบียดเสียดกันเข้ามาฟัง     จากภาพที่เห็นในข่าวนั้นดูว่าการประกาศพระกิตติคุณนั้นทำได้ง่ายเหลือเกิน ไม่มีอะไรที่ง่ายกว่าการเปลี่ยนชีวิตของหมาป่าให้มาเป็นลูกแกะอีกแล้ว เพียงแค่พูดๆ  สอนๆ ยิ่งพูดดีเท่าไรก็ยิ่งสำเร็จมากเท่านั้น  มีคำกล่าวของคนจีนว่า   “ใช้ลิ้นของคุณให้เต็มที่  พูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็จะได้ผล”   ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณก็สามารถพูดให้ทั้งโลกยอมจำนนได้   ลูกแกะคงพูดกับหมาป่าให้กลายมาเป็นลูกแกะได้นะสิ

         แต่นั่นไม่ใช่ภาพที่ให้ไว้  ผมพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า เราอาจจะไม่ได้เข้าใจวิธีที่ควรจะประกาศพระกิตติคุณ  แต่ที่แย่กว่านั้นเราอาจจะไม่ได้เข้าใจลักษณะของพระกิตติคุณเลย  โปรดเข้าใจว่าพระกิตติคุณเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงกับคุณ  และคุณคนเดียวที่รู้ว่าคุณได้เปลี่ยนไปหรือไม่  คุณอาจจะไม่อยากถูกเปลี่ยนแปลงเพราะคุณรู้ว่าคุณจะไม่สามารถกลับไปตามโลกได้อีกเมื่อคุณถูกเปลี่ยนไปแล้ว   นี่จึงเป็นเหตุที่ทำไมคริสเตียนมากมายจึงไม่อยากรับการเปลี่ยนแปลง   คุณจะหมดความสำคัญในสังคมของหมาป่า   ลูกแกะไม่มีความสำคัญในฝูงหมาป่าเลย   ไม่สามารถแม้จะปริปากพูด

         พูดเป็นภาษาง่ายๆก็หมายความว่ามีคริสเตียนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจำนวนน้อยจริง ๆ ให้เราเข้าใจกันชัดๆ  พระเยซูเองได้ตรัสเช่นนั้น  พระองค์ตรัสว่าผู้ที่รอดก็มีน้อย (มัทธิว 7:14, 22:14, 1 เปโตร 3:20)  ผมได้เคยคิดเรื่องนี้บ่อยๆแต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว  ทำไมถึงมีจำนวนน้อย  ก็เป็นเพราะว่าคุณจะต้องเป็นลูกแกะน่ะสิ   ถ้าคุณเป็นลูกแกะคุณจะไม่สามารถอยู่รอดในโลกนี้ได้ (ในสังคมของหมาป่า) นอกจากว่าจะมีวิธีการบางอย่างที่เราจะดูต่อไป

        พระกิตติคุณถูกประกาศอย่างไร         จะต้องใช้หลักอะไรในการประกาศพระกิตติคุณ   เป็นหลักที่น่าแปลกใจและก็มีราคาสูงเกินไปกับเรา  นี่เองจึงมีคริสเตียนที่แท้จริงน้อยมาก คุณจะเห็นน้อยมาก ถ้าคุณพบคริสเตียนแท้สักคนที่ไหนก็จงรีบไปหาเขาและดื่มน้ำที่มีค่านั้น  อย่าปล่อยให้น้ำไหลผ่านไปเพราะว่าคุณสามารถจะค้นหาที่ๆพระกิตติคุณถูกประกาศออกไปในแบบที่มุ่งหมายให้ถูกประกาศไปทั่วโลก  และคุณก็จะพบได้ไม่ง่ายนัก   ไม่ใช่เพราะคนไม่อยากจะประกาศแต่ว่ามันได้หายไป  พระกิตติคุณเป็นเรื่องยากเกินไปที่จะทำความเข้าใจ

         พระกิตติคุณประกาศกันอย่างไรและมีลักษณะอย่างไร

         หัวใจของพระกิตติคุณก็คือพระเยซูเอง  พิจารณาดูว่าทำกันอย่างไร   เมื่อพระเยซูทรงมาบังเกิดพระองค์ไม่ได้ทรงมาบังเกิดในพระราชวัง เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่   ไม่มีแม้แต่ที่คลอดที่เหมาะสม  พระองค์บังเกิดในคอกสัตว์   ที่ที่มนุษย์ก็ไม่ใช้เป็นที่เกิดกัน  พระองค์ทรงบังเกิดในความจำกัด ในความอ่อนแอ

         พระองค์ใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อพระองค์เริ่มพันธกิจของพระองค์จากพระเจ้า   พระองค์ตรัสว่า “เราไม่สามารถทำอะไรโดยลำพังตัวของเราเอง” พระองค์ใช้ชีวิตอย่างที่ทำอะไรไม่ได้  อย่างอ่อนแอจริง ๆ  พระองค์เลือกที่จะอ่อนแอ  ดังที่ยอห์น 5:19, 30 บอกเอาไว้

         พระ​เยซู​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​พวก​ท่าน​ว่า พระ​บุตร​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ตาม​ใจ​ไม่​ได้​นอก​จาก​ที่​ได้​เห็น​พระ​บิดา​ทำ เพราะ​สิ่ง​ใด​ที่​พระ​บิดา​ทำ สิ่ง​นั้น​พระ​บุตร​จะ​ทำ​เหมือน​กัน”

         และในยอห์น 5:30 อีกว่า  “เรา​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ตาม​ใจ​ไม่​ได้ เรา​ได้​ยิน​อย่าง​ไร ​เรา​ก็​พิ​พาก​ษา​อย่าง​นั้น และ​การ​พิ​พาก​ษา​ของ​เรา​ก็​ยุติ​ธรรม เพราะ​เรา​ไม่​ได้​มุ่ง​ที่​จะ​ทำ​ตาม​ใจ​ของ​เรา​เอง แต่​ตาม​พระ​ประ​สงค์​ของ​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา”

         พระเยซูกำลังตรัสว่า “เราทำสิ่งใดเองไม่ได้  เราเห็นพระบิดาทรงทำสิ่งใดเราก็ทำอย่างนั้น พระบิดาทรงบอกให้เราทำอะไรเราก็ทำสิ่งนั้น เรามีชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์เท่านั้น เพราะว่าเราไม่ได้มุ่งทำให้ตัวเราเองพอใจแต่มุ่งทำให้พระบิดาพอใจ  เราไม่มีกำลังด้วยตัวของเราเอง  เราไม่มีฤทธิ์อำนาจอะไรด้วยตัวของเราเอง  เราไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยอำนาจของเราเอง  เราไม่มีอะไรเลยแต่พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งให้กับเรา” พระเยซูทรงบังเกิดในความอ่อนแอ  และพระองค์ทรงดำเนินชีวิตในความอ่อนแอ

         คุณรู้เรื่องของพระเยซูในสวนเกทเสมนีไหม   คุณได้เห็นความเข้มแข็งของพระองค์หรือเปล่า  ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์  เห็นว่าพระองค์ทรงสวมเสื้อของปุโรหิตที่เต็มไปด้วยสง่าราศีไหม  ก็ไม่เลย   สิ่งที่คุณเห็นในสวนเกทเสมนีก็คือ   ชายคนหนึ่งที่ซบหน้ากับดินและพระพักตร์ของพระองค์อาบด้วยน้ำตา  “โอ​พระ​บิดา​ของ​ข้า​พระ​องค์ ถ้า​เป็น​ได้​ขอ​ให้ถ้วยนี้เลื่อน​พ้น​ไป​จาก​ข้า​พระ​องค์​เถิด ข้าพระองค์ไม่สามารถจะดื่มจากถ้วยนี้ได้ ข้าพระองค์ไม่สามารถ” ชายผู้นี้คือวีรบุรุษหรือ  บุรุษที่น้ำตาอาบหน้าผู้นี้คือคนที่กำลังจะครอบครองโลกหรือ   ช่างน่าเวทนาจริงๆ  พระองค์ก้มเหยียดอยู่บนพื้นร้องคร่ำครวญอยู่   ในธรรมเนียมของเราถ้าผู้ชายร้องไห้จะเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก  และนี่พระองค์กำลังร้องคร่ำครวญอยู่กับพื้น

          “ในระหว่างที่พระเยซูทรงอยู่ในโลก พระองค์ได้ถวายคำอธิษฐานและคำร้องทูลอ้อนวอนด้วยเสียงอันดังและด้วยน้ำพระเนตรไหลต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์จากความตาย และพระเจ้าทรงสดับเพราะว่าพระเยซูทรงยอมเชื่อฟังพระเจ้าด้วยความยำเกรง”             

         อะไรนะ  ช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตายเหรอ  มันน่าอายจริง ๆ   ดูพวกทหารสิ  ยังสวนสนามเข้าไปสู่ความตายอย่างกล้าหาญเลย   ร้องว่า “ไม่หวั่น!” “เพื่อเกียรติ!” “เข้าประจัญบาน!” เข้าสู่สนามรบ  ฟาดฟัน และบดขยี้จนราบเรียบเป็นหน้ากอง  ไม่กลัวว่าจะต้องตาย  ไม่รีรอและไม่บ่นจนตัวตาย   นี่แหละลูกผู้ชายแท้   แต่เรากลับเห็นอะไรในพระเยซู    เห็นแต่ลูกแกะ  เห็นความอ่อนแอ! เราเคยมองอย่างนี้ไหม   สิ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริง 

          “ร้องไห้คร่ำครวญอย่างหนัก และน้ำตานองหน้า” เป็นภาพที่อ่อนแอสุด ๆ   เราได้ยินว่าพระองค์กล้าหาญไม่กลัวอะไรอย่างนั้นเหรอ ไม่ใช่เลย  เสียงที่เราได้ยินมาจากความกลัวของพระองค์ (คำนี้ในตัวบทภาษากรีกสามารถหมายถึง “ความกลัว ความกังวล” ทั่ว ๆ ไป   แต่นักวิชาการพระคัมภีร์หลายๆคนคิดว่าตอนนี้และตอนอื่นๆในพระคัมภีร์ใหม่คำนี้มีความหมายเจาะจงว่า  “ยำเกรงหรือกลัวพระเจ้า”)  พระเยซูไม่ได้ทรงเป็นวีรบุรุษและพระองค์ก็ไม่มีเป้าหมายที่จะเป็นวีรบุรุษด้วย พระองค์ทรงเป็นลูกแกะ ที่อ่อนแอ และป้องกันตัวเองไม่ได้  เกิดในความอ่อนแอและพระองค์ดำเนินชีวิตอยู่ในความอ่อนแอที่พระองค์เลือกเอง   ในสวนเกทเสมนีนั้นเราจะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความอ่อนแอ  ไม่มีความเข้มแข็ง  ไม่มีฤทธิ์อำนาจให้เราเห็น   นี่หรือคือวีรบุรุษที่เราอยากจะติดตาม   แล้วท้ายที่สุดคุณได้เห็นอะไรบนกางเขนนั้น  ได้เห็นวีรบุรุษผู้ทรงสง่าราศีที่ถูกตรึงโดยไม่มีคำบ่นเลยสักคำอย่างนั้นหรือ   เราไม่ได้ยินที่พระองค์พูดหรอกหรือว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์  พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย”  ฟังดูแล้วเหมือนจะต่อว่าพระเจ้าใช่ไหม   เกิดอะไรขึ้นหรือ   คนที่อยู่รอบๆกางเขนได้รู้หรือเปล่าว่าพระเยซูกำลังยกสดุดี 22   คุณรู้ไหมว่าสดุดีบทนี้เป็นการเปล่งร้องออกจากใจต่อพระเจ้าจากสถานการณ์ที่อ่อนแอสุดๆในเวลาที่ไว้วางใจพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว เพื่อจะได้การช่วยกู้และได้ชัยชนะในที่สุด

          เปาโลสรุปถ้อยคำเหล่านี้ใน 2 โครินธ์ 13:4  ว่าพระองค์ทรงถูกตรึงตายบนกางเขนในความอ่อนแอ กระนั้นพระองค์ก็ทรงพระชนม์อยู่โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

          พระเยซูไม่ได้มีพระชนม์อยู่ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์เอง พระองค์ถูกตรึงตายในความอ่อนแอ  ให้เราซึมซับสิ่งนี้ในใจของเรา  พระเยซูทรงอ่อนแอตั้งแต่ต้นจนจบ  ตั้งแต่อยู่ในรางหญ้าจนถึงอุโมงค์ฝังศพ  ทรงเป็นลูกแกะตัวหนึ่ง  พระองค์ไม่มีส่วนของหมาป่าในพระองค์เลย  ทรงเป็นเพียงลูกแกะแต่แข็งแกร่งในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า   มันน่าสังเกตที่ วิวรณ์ 5:5  พระเยซูถูกกล่าวถึงว่าเป็นกษัตริย์ด้วยคำเรียกที่บอกเอาไว้ว่า “เป็นสิงห์แห่งเผ่ายูดาห์”  แต่ในข้อที่ตามมาพระองค์ก็ถูกเรียกว่า “ลูกแกะ” และก็มีอีกสามครั้งในบทนี้ (วิวรณ์ 5:8, 12, 13) ที่พระองค์ถูกเรียกว่า “ลูกแกะ” ที่ได้รับการนมัสการร่วมกับพระเจ้าจากบรรดาผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า

 ภาพของพระเยซูแบบนี้ทำให้คุณผิดหวังไหม

         คุณอาจจะคิดว่า “ไม่เคยรู้ว่าพระเยซูทรงอ่อนแออย่างนี้   เห็นทีจะต้องไปหาผู้นำที่เข้มแข็งคนอื่นเสียแล้ว” คุณเองยังคงชินกับสังคมของหมาป่าที่คอยมองหาแต่หัวหน้าหมาป่า (หมาป่าหมายเลข 1) ที่จะติดตาม   คุณยังไม่รู้วิธีที่จะติดตามพระเยซูคริสต์พระองค์นี้หรอก

          เคล็ดลับสำคัญคือว่า  คุณไม่เข้าใจลักษณะของพระกิตติคุณ  ผมทำให้คุณงงไหม คิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะคุณไม่เคยเข้าใจพระกิตติคุณในแบบนี้  พระกิตติคุณคืออะไร  พระกิตติคุณก็คือความอ่อนแอของพระคริสต์แต่มีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าในพระคริสต์

          ให้เราอ่านอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง  มีพระคัมภีร์หลายตอนมากที่คุณจะไม่เข้าใจจนกว่าคุณจะเข้าใจหลักการนี้เสียก่อน   ถ้าดูใน 2 โครินธ์ 12  คุณจะได้เห็นเคล็ดลับว่าพระกิตติคุณนั้นทำงานอย่างไร   พระกิตติคุณทำงานอย่างนี้  เปาโลเป็นคนที่สามารถดึงดูดใจคนได้ดีหรือ  เปาโลเป็นคนฉลาดหลักแหลม   แต่ตามบันทึกของคริสตจักรในยุคแรกจะเห็นว่า   เปาโลเป็นคนเตี้ย  เป็นคนหัวล้าน และมีลักษณะที่ไม่น่าประทับใจเลย   ไม่ได้เป็นหมาป่าที่ดึงดูดใจคนเลยแต่เป็นเพียงแค่ลูกแกะตัวหนึ่ง เมื่ออ่านจดหมายของเปาโลคุณจะเห็นว่าเปาโลมีจิตใจที่ไม่มีใครเทียบได้  แต่ชาวโครินธ์พูดว่าเปาโลเป็นคนที่อ่อนแอเมื่ออยู่ท่ามกลางพวกเขา (2 โครินธ์ 10:10, 1 โครินธ์ 2:3, 4:10)   จริงๆแล้วพวกเขาดูหมิ่นเปาโลเสียด้วยซ้ำ (2โครินธ์ 11:5, 6, 16)  พวกเขากล้าเอาเรื่องกับเปาโล   ตัดสินเปาโล (1 โครินธ์ 4:3, 5)   มันน่าแปลกที่ความประทับใจและการคาดคะเนของเรานั้นผิด   และคุณรู้ไหมว่าเปาโลต้องการให้เป็นอย่างนั้น  เขาเลือกที่จะเป็นคน “อ่อนแอ” (1 โครินธ์ 2: 1-3)   ความประพฤติของชาวโครินธ์ทำให้เปาโลเสียใจอย่างไม่มีข้อสงสัย  แต่แม้ว่าจะเป็นอย่างนั้นเปาโลก็เลือกที่จะ “เป็นผู้รับใช้ของคุณเพราะเห็นแก่พระเยซู” (2 โครินธ์ 4:5) นี่คือทางที่เปาโลต้องการเลือกเพราะเปาโลรู้เคล็ดลับที่เราไม่รู้

อะไรคือลักษณะของพระกิตติคุณ

         ให้คุณอ่านใน 2 โครินธ์ 12:10

         “เพราะ​เหตุ​นี้ เพื่อ​เห็น​แก่​พระ​คริสต์ ข้าพ​เจ้า​จึง​พอใจ​ใน​บรรดา​ความ​อ่อน​แอ ใน​การ​ถูก​เยาะ​เย้ย​ต่างๆ ใน​ความ​ลำบาก ใน​การ​ถูก​ข่ม​เหง ใน​เหตุ​วิบัติ​ต่างๆ เพราะ​ว่า​ข้าพ​เจ้า​อ่อน​แอ​เมื่อ​ใด ข้าพ​เจ้า​ก็​จะ​เข้ม​แข็ง​มาก​เมื่อ​นั้น”

          ถ้าคุณจำเรื่องที่สอนนี้ไม่ได้  ก็ขอให้จำคำเหล่านี้ ไว้  นี่เป็นเนื้อแท้ของพระกิตติคุณ “เพราะเมื่อใดที่ผมอ่อนแอ นั่นแหละผมก็เข้มแข็ง”  คุณเข้าใจคำพูดนี้ไหม ผมคิดว่าไม่  ตัวผมเองต้องใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตที่จะเข้าใจเรื่องนี้  เพราะตามธรรมชาติของผมแล้ว ผมไม่ใช่คนที่อ่อนแอ มันยากสำหรับผมที่จะเข้าใจเรื่องนี้  แต่ผมจะต้องเข้าใจมันและต้องเข้าใจให้ได้   ไม่เช่นนั้นแล้วผมก็จะไม่ทำด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า   ถ้าผมจะนำคนมาหาพระเจ้า   สิ่งที่ผมคงจะทำก็คืออาจให้พวกหมาป่าเห็นดีด้วยที่จะมาเป็นคริสเตียน   ผมจะชักจูงพวกเขาด้วยอุดมการณ์ที่ดีกว่า  แต่พวกเขาก็ยังเป็นหมาป่าอยู่ดี   ชีวิตภายในของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยน พวกเขาไม่ยอมจะเป็นคนอ่อนแอ   พวกเขายังคงต้องการเป็นคนที่แข็งแกร่ง  พวกเขาเพียงต้องการอุดมการณ์ที่ดีกว่า และผมก็มีความสามารถชักจูงโลกด้วยสิ่งนี้ได้  ซึ่งคริสตจักรก็ได้ชักจูงโลกด้วยวิธีนี้จริงๆ   พวกเขาพยายามปรับชีวิตคริสเตียนให้เข้ากับโลกและก็ผลิตสังคมหมาป่าแบบคริสเตียน   คริสตจักรก็กลายมาเป็นฐานอำนาจของพวกหมาป่า   เป็นสถาบันที่ร่ำรวยที่สุด  มีอิทธิพลมากที่สุด  และมีการจัดการได้ดี

          เราอยู่ในโลกที่มีหมาป่าแฝงตัวเองในคราบของคริสเตียน   นี่แหละที่ผมจึงบอกว่าคุณจะหาพระกิตติคุณที่แท้จริงที่ไหนๆไม่ได้ต่อไปแล้ว  เราสามารถทำให้โลกกลับใจได้ง่ายๆโดยแค่บอกว่า  “คุณจะยังเป็นหมาป่าก็ได้นะ” เพียงแค่นี้เราก็จะสามารถทำให้โลกกลับใจได้แล้ว  แค่ทำดีแก่กันและกัน  และก็มีศีลธรรมที่ดีขึ้นกว่าเดิม  หรือแค่เชื่อหลักคำสอนบางข้อ  ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาเชื่อทุกอย่าง  เพียงแค่เชื่อว่าพระเยซูได้เสด็จเข้ามาในโลก พระองค์ดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์อยู่ในโลกและพระเยซูตายเพื่อคุณ  ตราบใดที่พระองค์ตายเพื่อผม  ผมก็ไม่ต้องตาย  ให้พระองค์ทำส่วนของพระองค์ในการตาย และผมจะทำในส่วนของการมีชีวิตอยู่  เพราะพระองค์ได้ชดใช้ความผิดบาปให้ผม  ผมจึงสามารถดำเนินชีวิตในความผิดบาปได้ต่อไป  ทำบาปเมื่อไรผมก็ค่อยมาสารภาพทีหลัง  ผมได้รับการยกโทษและผมก็ดำเนินชีวิตของผมได้ต่อไปและรู้สึกมั่นคง  การเป็นคริสเตียนนี่เหมาะกับผมอย่างดีเลย  ผมจะเขมือบลูกแกะอีกสักสองสามตัวในวันอาทิตย์หน้า   แล้วผมก็จะสารภาพและกลับใจใหม่ว่า “พระบิดา(หรืออาจารย์)  ผมเสียใจที่เมื่อคืนนี้ได้เขมือบลูกแกะไปสองสามตัว”  “งั้นเหรอ เจ้าหมาป่าชั่ว  หรือเจ้าแกะชั่ว (ถ้าคุณรู้สึกว่าเป็นแกะในขณะนั้น)  ออกไปสำนึกตัวซะ แล้วผมจะลงวินัยคุณ   คุณจะต้องคุกเข่าอธิษฐานสิบห้านาทีทุกวัน  ต่อไปอีกสามเดือน  ไปซะ คุณจะเป็นหมาป่าหรือเป็นแกะ ก็ทำตัวให้ดีขึ้นล่ะ”

          นี่คือคริสเตียนที่เห็นในปัจจุบันนี้  พออาทิตย์ต่อไปก็จะกลืนแกะตัวอื่นๆอีกแล้วก็พูดว่า “พระบิดา ขอทรงยกโทษให้ด้วย  ข้าพระองค์หิวหน้ามืดไปหน่อย  เพราะข้าพระองค์ยังกินหญ้าไม่เป็น การเปลี่ยนอาหารก็ต้องใช้เวลาปรับตัวนะพระองค์   ข้าพระองค์พยายามที่จะกลืนหญ้าแต่ว่ามันยังไม่เข้ากับระบบในกระเพาะของข้าพระองค์เลย”

เคล็ดลับของชีวิตคริสเตียน -- ฤทธิ์อำนาจทางความอ่อนแอ

          เราไม่รู้ว่าเคล็ดลับของชีวิตคริสเตียนก็คือฤทธิ์อำนาจทางความอ่อนแอ  ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าทางความอ่อนแอของเรา  “เพราะเมื่อข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด  ข้าพเจ้าก็จะเข้มแข็งเมื่อนั้น”  ผมไม่รู้ว่าได้ทำให้คุณเข้าใจพระคัมภีร์ตอนนี้หรือยัง  ผมรู้ว่ามันยากที่จะเคี้ยว  ยากที่จะเข้าใจ  คุณก็คงแย้งว่า “ไม่รู้ว่า  ผมจะเกี่ยวอะไรด้วยกับพระคัมภีร์ตอนนี้  ผมเปลี่ยนอาหารไม่ได้  ผมยังชอบเนื้อลูกแกะอยู่เพราะจะกินหญ้าก็ยังไม่ถนัดเลย  และไม่ได้เป็นมังสวิรัตด้วย”  คุณเองก็คงมีความสุขที่เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียนที่มีนิสัยของหมาป่าอยู่ข้างในคุณ  ในวันที่คุณพบกับพระเยซูคุณเองจะต้องตะขิดตะขวงใจ

         คุณพบกับพระเมษโปดกและพระองค์จะมองคุณแล้วตรัสว่า  “มาที่นี่ได้ยังไง”

          “ข้าพระองค์เป็นคริสเตียน  และข้าพระองค์ก็เรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า”

          “เจ้าไม่ได้เป็นแกะของเรา เพราะว่าเจ้าไม่มีนิสัยของแกะ  เจ้ายังเป็นหมาป่าอยู่”

          “ข้าพระองค์ก็กินหญ้าด้วย” เขาอ้อนวอน

          นั่นยังไม่พอที่จะให้เห็นความแตกต่าง

          สุดท้ายนี้มีเคล็ดลับที่เราต้องเข้าใจ  ตลอดชีวิตคริสเตียนนั้นเหมือนกับองค์พระเยซู ที่เริ่มต้นด้วยความอ่อนแอไปจนถึงปลายชีวิตก็ยังอยู่ในความอ่อนแอ  คุณต้องยอมรับว่าคุณเป็นคนบาปและกลับใจเสียจากความผิดบาปของคุณ  มีอะไรที่จะอ่อนแอและน่าสังเวชไปกว่าการที่คนบาปคนหนึ่งคุกเข่าลงกลับใจเสียใหม่   คุณเคยยืนเชิดหน้าอย่างเข้มแข็งแต่ตอนนี้ต้องคุกเข่าลงในความอ่อนแอเพื่อกลับใจเสียใหม่   เมื่อรับบัพติศมาก็จะมีคนจับคุณไว้และกดคุณลงในน้ำ ต้องกลั้นลมหายใจ เปียกปอนไปหมด  นี่ไม่ใช่ความถ่อมใจหรอกหรือ  นี่ถ้าผมไม่ได้เป็นคริสเตียนแล้วมีใครทำกับผมแบบนี้ละก็ผมก็คงจะซัดหน้าเข้าให้    คุณยอมที่จะให้คนอื่นจับคอและกดคุณลงในน้ำ   นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอหรอกหรือ 

         การกลับใจใหม่เป็นการแสดงออกอย่างหมดเปลือกถึงความอ่อนแอ  ถ้าไม่มีการแสดงความอ่อนแอก็ไม่มีการกลับใจใหม่  เมื่อก่อนนี้คนอื่นๆหวังจะพึ่งความเมตตาจากคุณ  คุณเคยเป็นผู้ที่ให้ความเมตตากับพวกเขาเพราะไม่เช่นนั้นก็จะขย้ำคอของพวกเขาด้วยฟันอันแหลมคมของคุณ  แต่ว่าบัดนี้คุณกำลังเป็นผู้ร้องขอความเมตตา  ไปหาคนที่คุณทำผิดบาปกับเขาและขอการยกโทษ 

          แล้วคุณก็จะดำเนินในความอ่อนแอต่อไปหรือ  ไม่หรอก  คุณยังไม่เห็นชีวิตของคุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรมาก   ยังเป็นเหมือนแต่ก่อน   ยังคงคิดแบบเดิม และประพฤติแบบเดิม  คุณคิดว่าคุณมาเป็นคริสเตียนเพื่อที่คุณจะได้เข้มแข็ง   พระองค์ตรัสมิใช่หรือว่าพระองค์จะประทานชีวิตนิรันดร์  ความยินดีและสันติสุขให้กับผม  สันติสุขและความยินดีนี้ไม่ใช่ความเข้มแข็งหรอกหรือ  ผมควรจะเปลี่ยนแปลงตรงไหนหรือ

          นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ล้ำลึกกับผม  ผมเห็นบ่อยๆที่ผู้เชื่ออยู่ในคริสตจักรมาหลายปีทีเดียวและผมก็ไม่เห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย  ถ้าคุณยังไม่ได้มาถึงจุดที่อ่อนแออย่างสุดๆละก็คุณก็จะไม่มีประสบการณ์ในฤทธานุภาพของพระองค์   ครั้งแรกที่ผมมีประสบการณ์กับพระเจ้าก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเป็นคนอ่อนแอด้วยจริงๆ   เป็นเวลาที่ผมถ่อมตัวผมเองต่อพระเจ้า  เต็มใจที่จะหมอบกับพื้นอยู่ต่อหน้าพระองค์  เต็มใจที่จะเป็นคนที่ไม่มีค่าอะไรเลยต่อพระพักตร์พระองค์  ที่พระองค์ได้ทรงสำแดงการทรงสถิตอยู่ด้วยกับผม  นี่เป็นเหตุที่ผมเป็นคริสเตียนอยู่ทุกวันนี้ เพราะผมได้พบกับพระสิริและความใหญ่ยิ่งของพระองค์ที่ทรงสำแดงกับผม  ผมไม่สามารถจะหันหลังกลับได้อีกแล้ว  ทุกครั้งที่ผมอ่อนแอและเต็มใจที่จะถ่อมตัวลงต่อพระองค์  พระองค์ก็ได้ทรงสำแดงพระองค์กับผมอีกเรื่อยมา  ผมได้แบ่งปันในคำพยานของผมถึงการอัศจรรย์ที่ผมมีประสบการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อพระองค์ทรงทำให้ผมอ่อนแอ  อย่างเช่น เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่อดอยาก  สถานการณ์แบบนี้แหละที่พระองค์ได้ทรงทำให้ผมอ่อนแอเพื่อผมจะได้มีประสบการณ์กับพระเจ้าตลอดเวลา

          นี่เป็นเหตุที่เปาโลกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในความอ่อนแอของข้าพเจ้า”  เพราะเมื่อนั้นเขาก็จะมีประสบการณ์จากพระเจ้า   คุณมั่งคั่งเกินไป  คุณสุขภาพดีเกินไป  คุณเข้มแข็งเกินไป  คุณอยู่ในตำแหน่งสูงเกินไป  จึงทำให้คุณไม่มีประสบการณ์กับพระเจ้า  ผมขอรับประกันได้เลยว่าถ้าคุณยังมั่งคั่ง คุณก็จะไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูของพระเจ้า  คุณไม่ต้องการพระองค์ที่จะจัดเตรียมให้   ถ้าคุณอยู่ในตำแหน่งสูงคุณก็จะพอใจในตัวคุณเอง  คนที่พอใจในตนเองอย่างคุณจะมีประสบการณ์กับพระเจ้าไหม  รับประกันได้เลยว่าไม่ คุณอาจจะพูดแบบพึมพำบอกถึงประสบการณ์บ้างโน่นนิดนี่หน่อยกับพระเจ้า  แต่คุณรู้อยู่แก่ใจดีว่าคุณไม่มีประสบการณ์ลึกกับพระเจ้าเลย  ถ้าคุณต้องการจะมีประสบการณ์ที่ลึกขึ้นกับพระเจ้า  คุณจะต้องลงไปอยู่ในจุดของความอ่อนแอ

ลงไปอยู่ในจุดที่อ่อนแอ

          “เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด  ข้าพเจ้าก็จะเข้มแข็งมากเมื่อนั้น”  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  เพราะว่าข้อก่อนหน้านี้พระเยซูพูดกับเปาโลว่า  “เพราะว่าความอ่อนแอมีที่ไหน ฤทธานุภาพของเราก็ปรากฏเต็มที่ที่นั่น”  จะเป็นอย่างนี้เสมอ  ทุกครั้งเมื่อคุณมาเป็นคนอ่อนแอจริงๆ เป็นลูกแกะ และถ่อมตัวลงเป็นผงธุลี  พระเจ้าก็จะทรงสำแดงพระกำลังของพระองค์และพระสิริของพระองค์กับคุณ  คุณสามารถลองดูได้  ถ้าจะไม่เป็นจริงอย่างนั้นพระคัมภีร์ก็ไม่เป็นความจริงแน่นอน  ถ้าพระคัมภีร์ไม่เป็นความจริง  คุณก็ไม่อยากมาเป็นคริสเตียนหรอก  ไม่ต้องมาคริสตจักรอีกเพราะเป็นเรื่องเหลวไหล  มีแค่สองทางว่าพระกิตติคุณเป็นความจริงหรือไม่ก็ไม่เป็น  มันเป็นเรื่องของฤทธานุภาพของพระเจ้าทางความอ่อนแอของเรา  เป็นเรื่องของชีวิตและความตาย  อย่าทำเล่นๆกับพระกิตติคุณเลย  ผมไม่มีเวลาให้กับการขอไปที  จะมีแค่ว่าพระเจ้าทรงเป็นจริงหรือว่าเรากำลังเสียเวลากับพระคัมภีร์ตอนนี้

     ขอสรุปว่า  เราได้ครอบคลุมสามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระกิตติคุณ

1.      รอด - เรารอดและความรอดนี้หมายถึงการถูกเปลี่ยนแปลงใหม่

2.      ถูกส่ง - เราถูกส่งออกไปในฐานะของลูกแกะท่ามกลางหมาป่า นี่เป็นความอัศจรรย์ เพราะในความอ่อนแอของลูกแกะนั้นฤทธานุภาพของพระเจ้าจะถูกสำแดง  ลูกแกะจะมีชัยชนะเหนือฝูงหมาป่าโดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ( โรม 12:21, 1 ยอห์น 5:4)

3.      ความเข้มแข็ง – ประสบการณ์การดำเนินชีวิตในความเข้มแข็งของพระเจ้าอยู่เสมอขณะที่เรายอมรับความอ่อนแอของเราด้วยความยินดี  เราปิติยินดีในความอ่อนแอของเราอย่างแท้จริง  นั่นเป็นวิธีที่เราจะมีประสบการณ์กับพระเจ้าจริงๆทุกวัน   นี่เป็นวิธีที่เราจะมาเป็นคริสเตียนที่มีพลัง   เป็นลูกแกะที่มีกำลังเหนือหมาป่า  ทั้งโลกจะมองด้วยความอัศจรรย์ใจ  พระเมษโปดกได้ทรงครอบครองโลกโดยฤทธานุภาพของพระเจ้า (ยอห์น 16:33)  พระเมษโปดกผู้อ่อนแอที่คุณเห็นบนโลกได้ชัยชนะเหนือทุกสิ่ง (วิวรณ์ 17:14)

 


[1] ฉบับมาตรฐาน 2011

[2] หรือ “พระเมษโปดก”

 

 

(c) 2012 Christian Disciples Church